เสียงปลุก ธรรมคีตะ ชุดสมบูรณ์

เสียงปลุก ธรรมคีตะ ชุดสมบูรณ์

เป็นเสียงธรรมบรรยาย ที่ปลุกให้ร้ตัวว่าเราควรทำอะไร ในฐานะผู้ปฏิบัติธรรม ควรต้องรู้ ควรต้องเร่งรีบขวนขวายในการส่งสมบุญ สั่งสมบารมีธรรม 

ปลุกให้รู้ตัวว่า ชีวิตทุกคน หากมองในความเป็นมนุษย์ หามีอันใดที่แตกต่างกันไม่ ล้วนแต่มีสุข มีทุกข์ ไม่แตกต่างกัน ต่างก็ดิ้นรนเพื่อหาส่งที่ปรารถนา แต่ก็ลืมหลงมองความจริงอันเป็นสัจธรรมในชีวิต

คลิปเสียงปลุกนี้ เหมาะสำหรับการฟังก่อนนอน หรือฟังหลังตื่นนอนช่วงไก่ขัน เพื่อให้ชีวิตรู้สึกมีพลัง มีกำลังใจ ในการปลุกตัวเอง เพื่อทำความดีต่อไป

ปลุกให้รู้ในหน้าที่ และเข้าใจการมองชีวิต ไม่ยึดติด ไม่สร้างปัญหา

คนจน คนรวย ยาจก หรือเศรษฐี เกิด แก่ เจ็บ ตาย ไม่มีแตกต่างกัน

เกิด ก็ร้องไห้ เหมือนกัน ยังไม่ปรากฏว่า คนจน หรือคนรวย เกิดมาแล้ว ไม่ร้อง หรือร้องแตกต่างกัน

เมื่อยามจะตายลาโลก ก็ล้วนอาลัยอาวรณ์ ชีวิต ร้องไหม เหมือนกัน

และท้ายที่สุด ก็เอาอะไรติดตัวไปหลังตายไม่ได้เลยสักคน






Share:

วัดป่าวชิรบรรพรต หนองข้างคอก ชลบุรี

 

วัดป่าวชิรบรรพต  หนองข้างคอก เมืองชลบุรี 

เป็นวัดที่ตั้งอยู่ริมเขา เทือกเดียวกับเขาใหญ่ ในเมืองชลบุรี  เป็นวัดป่า ที่เป็นป่าจริงๆ เนื่องจากเต็มไปด้วยต้นไม้ สิ่งก่อสร้าง กุฏิ แทรกอยู่ในป้า สงบเย็น

เป็นวัดที่เหมาะแก่การเข้ามาถือศิลปฏิบัติธรรม และมีตารางการเข้าปฏิบัติธรรมของประชาชนชาวพุทธอยู่ตลอด โดยมีท่านเจ้าอาวาส หลวงพ่อมหาตอง ธมฺมวุฑฺโฒ  เป็นผู้คอยให้การต้อนรับอยู่ตลอด

วัดได้สร้างหอพักสำหรับประชาชนที่จะเข้ามาถือศิลปฏิบัติธรรม เป็นหอพักแบบคอนโด ริมสระน้ำ แยกจกเขตสังฆาวาส

หลวงพ่อมหาตอง ธมฺมวุฑฺโฒ เกิดเมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2492 บวชเมื่อปี พ.ศ. 2517

หลังจากบวชได้ 1 พรรษา ท่านเริ่มศึกษาพระบาลีพระอภิธรรมเบื้องต้น ที่สำนักวัดเขาพุทธโคดม อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี หลังจากนั้นท่านได้ไปอยู่ที่กรุงเทพเพื่อศึกษาพระปริยัติต่อ  พอเรียนจบสอบได้เปรียญ 6 ท่านได้รับพัดยศก็ถวายพระอาจารย์ของท่าน  ในช่วงที่กำลังศึกษาอยู่เริ่มมีความคิดจะออกธุดงค์ พอตัดสินใจจะออกธุดงค์ ในครั้งแรกได้ธุดงค์โดยเริ่มจากการเดินเลียบชายทะเลก่อน เพื่อฝึกหัดอินทรีย์ให้แข็งแรง เดินไปถึง จ.ตราด คือ ฝึกอินทรีย์ ไม่ง่วงไม่นอน ไม่เหนื่อยไม่หยุด ไม่หิวไม่ฉัน หลังจากนั้นก็เริ่มเดินธุดงค์ทุกปี

ประมาณพรรษาที่ 14 ท่านเดินธุดงค์มาถึงบริเวณที่ตั้งของวัดป่าอัมพวันในปัจจุบัน ท่านจำพรรษาบริเวณนั้น 1 พรรษา และท่านได้เดินธุดงค์ข้ามมาอยู่อีกฝั่งหนึ่งของเขาปากแรต ซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักสงฆ์วชิรธรรมบรรพต และเมื่อโยมนิมนต์ให้ท่านลงมาจำพรรษาบริเวณสำนักสงฆ์ด้านล่าง ท่านได้ลงมาและดำเนินการขอตั้งเป็นวัดป่าวชิรบรรพตในเวลาต่อมา

ท่านเป็นผู้ศึกษาพระอภิธรรมและบาลี ท่านกล่าวเกี่ยวกับการศึกษาอภิธรรมว่าควรศึกษาไว้จะได้เป็นอริยทรัพย์เอาไว้ใช้ในภายหน้า คนเราถ้ายังไม่ข้ามพ้นวัฏสงสารก็มีโอกาสที่ต้องมาเกิดอีก สร้างสมบัติติดตัวเอาไว้ดีที่สุด ในการสอนของท่านมักใช้คำแนะนำสั้นๆ ง่ายๆ แต่มีความหมายลึกซึ้งในตัวโดยเล่าจากประสบการณ์ที่ผ่านมาของท่านบ้าง จากลูกศิษย์เล่าถวายบ้าง จากพุทธประวัติธรรมบทหรือชาดกต่าง ๆ บ้าง เรื่องที่ท่านมักยกมาเล่าให้ฟังอยู่บ่อยๆ คือ เรื่องค้างคาว ในสมัยพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า มีค้างคาวจำนวน 500 ตัว ห้อยโหนอยู่ที่เงื้อมเขา มีภิกษุผู้ทรงพระอภิธรรม 2 รูป สาธยายพระอภิธรรมอยู่ ค้างคาวได้ฟังเสียงภิกษุสาธยายพระอภิธรรม แม้ฟังไม่รู้ว่าเป็นเสียงอะไร ได้ยิน แต่เสียงสูงเสียงต่ำ ฟังว่ามันเพราะดี หลังจากที่ค้างคาว 500 ตัวตายแล้ว ได้ไปเกิดเป็นเทวดาในชั้นดาวดึงส์ พอถึงในสมัยพระพุทธเจ้าของเราได้เกิดเป็นลูกชาวประมง 500 คน มีความเลื่อมใสในพระสารีบุตร จึงขอบวชในสำนักของพระสารีบุตร พระสารีบุตรได้นำพระธรรมของพุทธองค์มาแสดงแก่ภิกษุเหล่านั้น พอฟังพระธรรมจบทั้ง 500 คนได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ พวกเราได้เกิดมาเป็นมนุษย์พบพุทธศาสนา ให้ตั้งใจทำให้มากเจริญให้มาก เราดีกว่าค้างคาวตั้งเยอะ ท่านจะทิ้งท้ายเพื่อฝากเป็นแง่คิดเสมอ

ปฏิปทาของหลวงพ่อที่เห็นได้ เด่นชัดคือ ท่านเป็นผู้เคร่งครัดในพระธรรมวินัยเป็นอย่างมาก ดำเนินตามคำสอนของพุทธองค์เพื่อเป็นแบบอย่างให้แก่หมู่คณะภายในวัด ท่านทำให้ดูเป็นตัวอย่างและสอนให้ทำตามเพื่อประโยชน์ของศิษย์ในอนาคต และที่สำคัญท่านมีเมตตาต่อทุกๆ คนเสมอกัน ไม่ว่าผู้ใดมาหาท่าน ท่านจะต้อนรับด้วยเมตตาจิตเสมอ




ความเห็นเพิ่มเติม

          เป็นที่น่าสังเกตุว่า ทางเข้าวัดทั้งสองข้างทาง จะมีสุนัขจรจัดอยู่มากมายหลายตัว จะมีผู้คนนำอาหารมาวางไว้ให้หลายจุด จากการสอบถาม ทราบวา เป็นกลุ่มสุนัขจรจัดที่เทศบาลเมือง และเทศบาลบ้านสวนนำมากักขังไว้ด้านหลังวัด แต่ก็เล็ดลออดออกมา เนื่องจากไม่มีการดูแลที่เข้มงวด ทำให้ทางเข้าวัด อาจจะไม่ปลอดภัย สำหรับประชาชนที่เดินเข้าไป เพราะจะโดนรุมเห่า รุมกัดเอาเมื่อใดก็ได้

ทำเล ที่ตั้ง

Share:

อุทยานหลวงพ่อสด วังพญานาคา ปราจีณบุรี

          อุทยานพญานาค หรือพุทธอุทยานหลวงปู่สด วังพญานาค 4 ตระกูล ตั้งอยู่ที่อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งตอนนี้ประชาชนเป็นจำนวนไม่น้อยต่างเดินทางมากราบไหว้ขอพร รวมถึงชื่นชมกับความงดงามของศิลปะงานรูปปั้นพญานาค ตั้งตระหง่านอย่างสวยงามสุด ๆ จนร่ำลือกันว่าสถานที่แห่งนี้เป็น "คำชะโนด 3" ท่ามกลางวิถีแห่งความเชื่อความศักดิ์สิทธิ์อย่างไม่มีวันเสื่อมคลาย

พุทธอุทยานหลวงพ่อสด เป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ ของจังหวัดปราจีณบุรี สระแก้ว ที่กำลังเป็นที่นิยม และได้รับความสนใจของนักท่องเที่ยว และผู้แสวงบุญ

ศิลปะ ที่แสดงออกมาผ่านลวดลายที่อยู่บนตัวพญานาค และสิ่งก่อสร้างในอทยานแห่งนี้่ เต็มไปด้วยความปราณีต สวยงาม จึงไม่แปลกที่ได้รับความนิยม และมีนักท่องเที่ยวมาเยือนมากมายในแต่ละปี 

อุทยาน สร้างอยู่ในป่ายูคาลิปตัส ในป่าลึกเอาเรื่องอยู่ ถนนลูกรังธรรมดา ใครถนอมรถ รักรถ ไม่ควรเข้าไปเลย แต่ก็ไม่ถึงกับไปไม่ได้ 

รูปปั้นองค์หลวงพ่อสด เป็นไฟเบอร์ขนาดใหญ่ สีทองดำ ตั้งอยู่ริมสระน้ำ มีพญานาคประดิษฐ์จากระดาษ หรือดอกไม้ หรือวัสดุอื่นๆ ให้เช่าบูชาไปไหว้ สักการะ นาคา ทั้ง 4 ตระกูล


















ทำเล ที่ตั้ง

Share:

วัดเขาชายธง ตากฟ้า นครสวรรค์



วัดเขาชายธง ตากฟ้า นครสวรรค์ 

การเดินทางมายังวัดเขาชายธงครั้งแรก ผ่านมาด้วยความบังเอิญ เป็นวัดที่ติดอยู่กับถนนพหลโยธิน ระหว่างทางอำเภอตากฟ้าและอำเภอตาคลี นครสวรรค์

หน้าวัดติดกับถนน หลังวัดติดกับเขาชายธง เป็นวัดที่ไม่ได้มีความโดดเด่นอะไร ไม่ค่อยมีคนรูัจัก แต่ที่ Admin นำมาเขียนไว้ในบล๊อกนี้ เนื่องจาก มีสิ่งที่ Admin สนใจ และความเคารพอยู่นั่นคือ รูปปั้น องค์ท้าวเวสสุวรรณ

รูปปั้นท้าวเวสสุวรรณ ของวัดเขาชายธง ถูกปั้นประดิษฐานอยู่หน้าประตูวัด  คู่กับรูปปั้นพญานาค  โดยทั้งสององค์ มีคนมากราบไหว้ แก้บนกันอยู่เรื่อยๆ สังเกตุจากเครื่องแก้บน

องค์ท้าวเวสสุวรรณเป็นปูนปั้น สูงขนาด 2 เมตร (วัดจากเท้า ถึงเศียร)  รอบๆ ฐาน มีผ้าสี และพวงมาลัย มากมายห้อยระย้า ทั้งเก่าทั้งใหม่ และน้ำแดง น้ำเขียว เต็มไปหมด แสดงถึงความศักดิ์สิทธิ์ จึงมีคนมาแก้บนมากมาย

ทุกครั้งที่  Admin กลับบ้านและผ่านมา ต้องลงไปกราบไหว้ และทำความสะอาดรอบๆ ฐานให้ เพื่อความสวยงาม โดยเฉพาะมีพวงมาลัยดอกไม้แห้ง ที่ดูไม่สวยงาม 

ทุกครั้งที่เข้าไปกราบไหว้ จะรู้สึกขนลุกชูชันทุกครั้ง เป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์ใจเสมอ

อิติปิโส ภะคะวา ยะมะราชาโน ท้าวเวสสุวัณโณ มะระณัง สุขัง อะระหัง สุะคโตะ นะโม พุทธายะ

ท้าวเวสสุวัณโณ จาตูมมะหาราชิกา ยักขะพันธา ภัททะ ภูริโต เวสสะ ภุสะ พุทธัง อะระหัง พุทโธ

ท้าวเวสสุวัณโณ นะโม พุทธายะ.







ทำเล ที่ตั้ง

Share:

วัดป่าเลไลย์วรวิหาร สุพรรณบุรี


วัดป่าเลไลย์วรวิหาร หลวงพ่อโต จังหวัดสุพรรณบุรี

          วัดป่าเลไลยก์วรวิหาร  อำเภอเมือง     กล่าวกันเสมอมาว่า ถ้ามาเมืองสุพรรณ แล้วไม่ได้แวะมากราบไหว้หลวงพ่อโต วัดป่าเลไลยก์ ก็เหมือนมาไม่ถึงเมืองสุพรรณ ด้วยที่วัดป่าเลไลยก์เป็นวัดสำคัญ คู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดสุพรรณ เป็นวัดที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน ในช่วงวันหยุดจะมีผู้คนมากมายมากราบไหว้ขอพร และยิ่งเป็นวันหยุดยาว จะเป็นที่ที่คนนิยมมากเป็นอันดับต้นๆของจังหวัดสุพรรณ ... ถ้าหากมีโอกาสมาเมืองสุพรรณ สถานที่แรกที่ไม่ควรผ่านเลย แวะชมความงดงามขอหลวงพ่อโต และกราบไหว้เพื่อเป็นศิริมงคล

ประวัติวัดป่าเลไลยก์วรวิหาร

           เป็นวัดเก่าแก่ สันนิษฐานว่ามีอายุราว 1200 ปี ตั้งอยู่ริมถนนมาลัยแมน ตำบลรั้วใหญ่ อำเภอเมือง ชาวบ้านทั่วไปเรียกว่าวัดป่า ภายในวิหาร เป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อโต ปางป่าเลไลยก์     ในพงศาวดารเหนือกล่าวว่า พระเจ้ากาเตทรงให้มอญน้อย มาบูรณะวัดป่าเลไลยก์ ภายหลังปี พ.ศ. 1724 เล็กน้อย  หลวงพ่อโต เป็นพระพุทธรูปปางป่าเลไลยก์ ศิลปะสมัยอู่ทอง สุพรรณภูมิ (คือประทับนั่งห้อยพระบาท)  มีนักปราชญ์หลายท่านว่า เดิมคงเป็นพระพุทธรูปปางปฐมเทศนา สร้างไว้กลางแจ้งอย่างพระพนัญเชิงสมัยแรกต่อมาได้มีการบูรณะ ซ่อมแซมใหม่ และทำเป็นปางป่าเลไลยก์ ดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ภายในองค์พระพุทธรูปบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ 36 องค์ ที่ได้มาจากพระมหาเถรไลยลาย

วัดป่าเลไลยก์ มีความเกี่ยวข้องกับวรรณคดีอันลือชื่อของไทย  คือ เสภาขุนช้างขุนแผน นิราศเมืองสุพรรณของสุนทรภู่  ปัจจุบัน วัดป่าเลไลยก์ มีสถานะเป็น พระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร

ภาพเขียนเรื่องราว ขุนช้าง-ขุนแผน รอบๆ วิหารของหลวงพ่อโต มีจิตรกรรมฝาผนังเล่าเรื่องราวของขุนช้าง-ขุนแผน ตั้งแต่เริ่มเรื่อง จนถึงตอนสุดท้าย เป็นภาพที่สวยงาม และได้ความรู้ ชมภาพบางส่วนได้ที่ นิทาน ขุนช้าง-ขุนแผน

เรือนขุนช้าง เป็นเรือนไทยแบบโบราณ ตั้งอยู่ภายในบริเวณวัดป่าเลไลยก์ สร้างเป็นเรือนไทยไม้สักหลังใหญ่กว้างขวาง ตามเรือนของขุนช้างในวรรณคดีเรื่องขุนช้างขุนแผน ขึ้นไปบนเรือนจะเห็นภาพวาดตัวละครขุนช้าง นักท่องเที่ยวสามารถถ่ายรูปเป็นที่ระลึก แต่ละห้องจะมีภาพบรรยายเล่าเรื่องขุนช้างขุนแผน มีการจัดแสดงเครื่องใช้ต่างๆในสมัยก่อน มีการตกแต่บริเวณโดยรอบสวยงามน่าเที่ยวชม

ตลาดต้องชม  ภายในบริเวณวัด เป็นศูนย์รวมจำหน่ายสินค้าพื้นเมืองของดีเมืองสุพรรณ ปลาสลิดดอนกำยาน ปลาแม่น้ำ ปลาแดดเดียว พืชผักผลไม้ และน้ำพริกก็มีให้เลือกหลากหลายชนิด ราคาถูก

เสภาขุนช้างขุนแผน   เมื่อนางทองประศรี พาพลายแก้วไปอยู่เมืองกาญจน์เก็บหอมรอมริบ จนกระทั่งมีฐานะเป็นเศรษฐี และเมื่อพลายแก้วเติบโตก็ได้บรรพชาเป็นสามเณรและได้มาเรียนคาถาอาคม พร้อมกับเทศน์มหาชาติ กับสมภารมีแห่งวัดป่าเลไลยก์ เพื่อเป็นการอนุรักษ์เรื่องราวดีๆ   ทางวัดป่าเลไลยก์ได้จัดให้มีเทศน์มหาชาติขึ้นเป็นประจำทุกปี และสร้างเรือนขุนช้าง เป็นเรือนไทย ไม้สัก เพื่อให้ลูกหลานได้ทัศนศึกษาสืบต่อไป




ทำเล ที่ตั้ง

Share:

วัดหลวงพ่อดำ ไพศาลี

วัดหลวงพ่อดำ (วัดสระทะเล) ไพศาลี นครสวรรค์ 

วัดที่ไม่เคยขาดเสียงอึกทึกครึกโครม ดนตรีดังสนั่นหวั่นไหว ตลอดเวลา ยามกลางวัน เนื่องมาจากการแก้บน ของคนที่สมหวังจากการขอพร กับหลวงพ่อดำ แห่งวัดสระทะเล

พระพุทธใบกริชจักราฟ้า สุริยะนาท มหาพุฒาจารย์เจ้า ผ่องอรุณอรุโณทัย ดาระดาษน้ำฟ้า บวรนาทธิราชเจ้า หรือ "หลวงพ่อดำ วัดสระทะเล" เป็นพระพุทธรูปสำคัญของชาวอำเภอไพศาลี ประดิษฐานอยู่ ณ วิหารจักราฟ้า อำเภอไพศาลี จังหวัดนครสวรรค์ กรมศิลปากรได้สันนิษฐานว่า หลวงพ่อดำ วัดสระทะเล น่าจะสร้างขึ้นในสมัย กรุงสุโขทัย และมีอายุประมาณ 700 ปีเลยมาแล้ว และด้วยความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อดำทำให้เป็นที่กล่าวขานไปทั่ว

หลวงพ่อดำ เป็นพระพุทธรูปประติมากรรมปูนปั้นขนาดใหญ่ หน้าตักกว้าง 2 เมตร 20 เซนติเมตร สูง 2 เมตร 70 เซนติเมตร ปางขัดสมาธิ หันพระพักตร์ไปทางทิศบูรพา มีลักษณะใบหน้าเป็นรอยบาก เชื่อว่าสมัยที่เกิดสงครามรบกับพม่า ทหารพม่าคาดว่าข้างในองค์หลวงพ่อดำมีทองคำ จึงใช้มีดดาบฟันไปที่ใบหน้าของท่าน ทำให้หน้าหลวงพ่อดำ เป็นรอยบากหลายแห่ง รูปหน้าจึงไม่สมบูรณ์เหมือนพระพุทธรูปองค์อื่น ประดิษฐานอยู่ในวิหารจักราฟ้า วัดสระทะเล อำเภอไพศาลี จังหวัดนครสวรรค์

ชาวบ้านในชุมชนให้ความศรัทธาหลวงพ่อดำอย่างเต็มเปี่ยม ในความศักดิ์สิทธิ์ใครมากราบไหว้ขออะไรก็จะได้สิ่งนั้น สมความปรารถนา ทุกวันจึงมีชาวบ้านพากันมารำวงแก้บนรอบพระพุทธรูปหลวงพ่อดำอยู่เป็นประจำ วัดสระทะเลก็มีโรงละครรับจ้างรำถวายแก้บนด้วยเช่นกันสถานที่ประดิษฐานหลวงพ่อดำ มิได้เป็นอุโบสถเหมือนวัดอื่น เป็นเพียงอาคารสีขาวเปิดโล่ง มีชื่อว่า "จักราฟ้าวรวิหาร"

สร้างในสมัยใดไม่เป็นที่ปรากฏชัด แต่ทราบตามคำสันนิษฐานของกรมศิลปากรว่า สร้างในสมัยกรุงสุโขทัย มีอายุประมาณ 700 ปีเศษ ไม่ทราบเดิมชื่อวัดอะไร เมื่อแรกชาวบ้านค้นพบนั้น เห็นพระพุทธรูปองค์ใหญ่ดำทมึนกลางป่ารกชัฏอยู่สามองค์ แต่ปัจจุบันเหลืองเพียงองค์เดียว จึงเรียกขานตามกันว่า หลวงพ่อดำ วัดสระทะเล ตลอดมาจนทุกวันนี้ สมภารผู้ครองวัดนี้ ทั้งยุคต้นและยุคกลางไม่มีใครทราบ แต่พระครูนิมิตรพุทธิสาร (โอน ฐิตปัญโญ) ศิษย์เอกพระครูนิวาสธรรมขันธ์ (เดิม พุทฺธสโร) อดีตเจ้าคณะอำเภอไพศาลี/อดีตเจ้าอาวาสวัดโคกเดื่อ กล่าวว่า มีผู้เล่าขานบอกต่อกันมาว่า ในยุคท้ายก่อนจะเป็นวัดร้างนั้น มีสมภารองค์หนึ่ง ชื่อ"หลวงตาเจ๊าะ"ผิวดำร่างสูงใหญ่คล้ายคนโบราณทั่วไป และเรืองวิทยาคมเป็นอย่างยิ่ง

พ.ศ. 2498 ในสมัยกำนันพูน แก้วคง ได้ชักชวนชาวบ้านนำสังกะสีมายกมุงคลุมองค์ พระให้ แต่ก็เสื่อมโทรมไปตามสภาพกาล

พ.ศ. 2518 ได้มีเจ้าหน้าที่จากกรมศิลปากรออกมาสำรวจ สันนิษฐานว่า เป็นประติมากรรมโบราณสถานที่สร้างขึ้นในสมัยกรุงสุโขทัย มีอายุราว 700 ปีเศษ ชาวบ้านเล่าขานบอกต่อกันมาว่า นอกจากพระพุทธรูปองค์ใหญ่นี้แล้ว ยังมีองค์เล็กนั่งข้างองค์ใหญ่อีก 2 องค์ คงเป็น อัครสาวกซ้ายขวา คือ พระโมคคัลลานะ พระสารีบุตร แต่ทั้งสององค์เล็กนั้น ได้ถูกโจรกรรมหายไป นานแล้ว แม้แต่พระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่เหลืออยู่นี้ ก็เคยถูกบาปชน เจาะเข้าที่พระนาภี ค้นหาทองคำแล้วใช้ของแข็ง ตีที่พระกรข้างขวา หักหลุดขึ้นไปเกือบถึงช่องพระกัจฉะ แล้วตีเลยขึ้นไป ถึงพระพักตร์ ถูกบริเวณพระนาสิกและพระโอษฐ์แตกหลุดออกมา จนเห็นพระนาสิกและพระโอษฐ์ชั้นในจนถึงทุกวันนี้ สวนเดนทรชนที่ทำร้ายพระพุทธรูปนั้น หลบหนีไปที่"บ้านดอนคา" อำเภอท่าตะโก แต่ยังไม่ทันเข้าหมู่บ้าน กรรมก็ตามสนองถูกลอบทำร้ายด้วยอาวุธปืนตายอย่างอนาถ ส่วนองค์พระที่ชำรุดนั้นได้มีพ่อค้าชาวจีน ชื่อนายพันเล้ง ค้าขายอยู่ในตลาดบ้านพังม่วง หรือตลาดโคกเดื่อปัจจุบัน บริจาคปูนให้ช่างซ่อมพระกรขวา และพระนาภีสมบูรณ์ดีดังเดิม ส่วนพระพักตร์นั้นช่างไม่กล้าซ่อม จึงเป็นรอยบากแตกให้เห็นถึงปัจจุบัน

พ.ศ. 2522-2525 ได้มีกลุ่มผู้ศรัทธา ประกอบด้วย 1.นายซ้ง พัฒนวสันต์พร 2.นายมาก เงินงาม 3.นายฟ้อน จิตรทรัพย์ และ4.นายผล เติมทรัพย์ พร้อมชาวบ้านได้ร่วมกันสร้างอาคารยกมุงครอบองค์พระไว้ และได้ช่วยกันต่อเติมโดยรอบองค์พระเป็นอาคารมุงกระเบื้อง และบางส่วนมุงสังกะสีเวลาฝนตกเกิดการรั่วซึม

และพ.ศ. 2553 มีสามีและภรรยา ชื่อนายฏรงค์กร สมตน และนางทิพารัตน์ สมตน รวมทั้งผู้มีจิตศรัทธาได้ ร่วมมือร่วมใจกันสร้างวิหารหลังใหม่ถวาย แทนศาลาหลังเก่าซึ่งผุพังไปตามกาลเวลา วิหารหลังใหม่ออกแบบโดย นายฎรงศ์กร สมตน ผู้อำนวยการสำนักชลประทานที่ 12 มูลค่าในการก่อสร้างเป็นจำนวนเงิน5.000.000 บาท(ห้าล้านบาทถ้วน) และได้มีการทำพิธีถวายวิหาร แด่หลวงพ่อดำ พร้อมงานฉลองสมโภชน์ในวันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2554



ทำเล ที่ตั้ง

Share:

Popular Posts

Tags

Popular Posts

Recent Posts

Pages

About Wat Thai

วัดไทย น่าเที่ยว วัดคือสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมของไทย ที่บ่งบอกถึงรากเหง้าความเป็นมาของไทย