วัดทรงเมตตาวนาราม

วัดทรงเมตตาวนาราม เป็นวัดที่เป็นที่รู้จักของประชาชนในเขตอำเภอบางละมุง และใกล้เคียง เนื่องจากเป็นวัดที่มีการจัดปฏิบัติธรรม บวชชีพราหมณ์ เป็นประจำ ตลอดทั้งปี มีเสนาสนะ สิ่งปลูกสร้างที่เหมาะสำหรับการปฏิบัติธรรม และเป็นวัดที่มีป้าไม้ ร่มรื่น น่ารื่นรมย์ มีวิวมุมมองบนยอดเขาที่สวยงาม
ผู้ที่จะมาเยื่ยมเยือนหรือมาเที่ยววัดทรงเมตตาวนาราม ถ้ามาตามปักหมุดไว้ ไม่ยาก เพราะมีถนนหนทางเสันทางสะดวก หากทางเข้าฝั่งถนนสุขุมวิท ให้ตั้งหลักที่ทางเข้าการไฟฟ้า และห้างบุญถาวร
ธุดงคสถานเขาพระครูโสภิตมงคลการ หรือวัดทรงเมตตาวนาราม ในปัจจุบัน ตั้งอยู่ห่างจากทางหลวงหมายเลข ๓๓๒ ประมาณ ๑ กิโลเมตร และห่างจากถนนสุขุมวิท ( ทางหลวงหมายเลข ๓ ) ประมาณ ๕ กิโลเมตร อยู่ในเขตตำบลบางเสร่ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี บริเวณนี้เป็นที่ราบสูงอยู่ติดกับเขาเป้า ซึ่งอยู่ด้านปลายของเทือกเขากระทิง เดิมเต็มไปด้วยสวนมะพร้าวอันสมบูรณ์ มีธรรมชาติร่มรื่นคละด้วยต้นไม้ใหญ่หลายหลาก ต่อมาธรรมชาติเหล่านั้นก็แห้งแล้งเพิ่มขึ้นอย่างน่าเสียดาย เนื่องด้วยการตัดไม้ใหญ่ตลอดจนการทำไร่มันเลื่อนลอย ที่ทำให้หน้าดินโดนชะล้างความสมบูรณ์ของปุ๋ยธรรมชาติไปตามสำดับ
ด้านทิศตะวันออกของเขาเป้า ได้มีชายสูงอายุชื่อ ชิ้น ครอบครองที่ดินประมาณ ๒๖ ไร่ ( หลักฐานเอกสารเป็น นส ๓ ก ) นานนับ ๒๐ ปีเขาได้ใช้ที่ดินเพียงแต่ให้เช่าทำไร่มันเพียงอย่างเดียว จนถึง ปี ๒๕๓๒ จึงได้ตกลงขายที่แปลงนี้ให้กับ เรือเอกวันชัย ทรงเมตตา ซึ่งกำลังแสวงหาสถานที่เหมาะสมสำหรับเปลี่ยนย้ายที่ดินมรดก จากที่ราบลุ่มในอำเภอบางพลี มาเป็นสถานที่ซึ่งสอดคล้องในการรับราชการทหารเรือที่สัตหีบ และแสวงหาธรรมชาติสิ่งแวดล้อมที่สงบร่มรื่น
ความเป็นมาของชื่อ ธุดงคสถานเขาพระครูโสภิตมงคลการ
หลังที่ได้ซื้อที่แปลงนี้แล้ว ก็ได้เริ่มปลูกกระท่อมด้านล่างให้พออยู่พักอาศัยได้ ในการนี้บิดามารดาของ เรือเอกวันชัย ทรงเมตตา ได้มีความตั้งใจที่จะพัฒนาที่ดินบริเวณนี้ ให้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ หรือสถานที่ปฏิบัติธรรม เนื่องจากที่ดินแปลงนี้อยู่ติดกับเนินเขา มีความสงบสงัดอยู่ห่างจากหมู่บ้าน และมีอากาศดี และได้พยายามนิมนต์พระภิกษุมาชมสถานที่แห่งนี้ แต่ก็หาได้มีพระภิกษุเกิดความสนใจหรือมีเวลาที่จะดำเนินการตามความปรารถนาอย่างจริงจังไม่
เมื่อเวลาผ่านไปเนิ่นนานถึงปี พ.ศ. ๒๕๓๔ อาจารย์วันดี เผือกบางนา ซึ่งเป็นมารดาของ เรือเอกวันชัย ทรงเมตตา ได้เข้าไปช่วยจัดงานวิปัสสนาประจำปีหลายครั้งที่ วัดมงคลโสภิต ( วัดต้นสน ) อำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งมีพระครูโสภิตมงคลการเป็นเจ้าอาวาส จนเป็นที่คุ้นกันดี พระครูโสภิตมงคลการได้รับทราบความปรารถนาอันนี้แล้ว ต่อมาไม่นานก็ได้เดินทางมาเยือนสถานที่พร้อมกันกับการนำพระพุทธโสธรมาประดิษฐานครั้งแรก พระครูโสภิตมงคลการได้ดำริว่า จะทำสถานที่แห่งนี้ให้รื่นรมย์น่าอยู่ เพื่อพระธุดงค์ผ่านไปมา ก็สามารถแวะพักอาศัย และอยู่บำเพ็ญสมาธิ ณ สถานที่แห่งนี้ได้นานตามที่ต้องการโดยไม่มีความกังวลใด ๆ
นับแต่นั้นมาด้วยบารมีของพระครูโสภิตมงคลการ ก็ดลใจให้ผู้มีจิตศรัทธาเกิดความเลื่อมใส ร่วมใจกันสร้างกุฎิ ศาลา และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ จนได้สถานที่ซึ่งสามารถให้ความสะดวกในการปฏิบัติธรรมของพระธุดงค์ในระดับหนึ่ ในการนี้ เรือเอกวันชัย ทรงเมตตา ได้ตกลงมอบที่ดินให้ พระครูโสภิตมงคลการ ประมาณ ๖ ไร่ สำหรับการก่อสร้างและพัฒนาเพื่อเป็นการระลึกถึงบารมีของพระครูโสภิตมงคลการ จึงได้ขนานนามชั่วคราวสถานที่แห่งนี้ว่า “ ธุดงคสถานเขาพระครูโสภิตมงคลการ



คำแนะนำเพิ่มเติม
เมื่อขับรถผ่านประตูวัดเข้าไป จะเป็นเนินเขาขึ้นไป รถที่จะขึ้นต้องมีความพร้อมที่จะนำขึ้น โดยเฉพาะ จุดที่จะขึ้นไปบนศาลา ปฏิบัติธรรม ถ้าขึ้นไม่ไหว ก็จอดที่ลานพักรถ แล้วเดินขี้นไป
ตามปกติ มีจุดขายของทำบุญ สังฆทาน ธูป เทียน ดอกไม้ ด้านหน้าศาลาปฏิบัติธรรม มีเนินสูงประดิษฐานพระพุทธรูปใหญ่ สีฟ้า และพระพุทธรูปปางต่างๆ ด้านบน ด้านล่าง เป็นถ้ำจำลอง
ห้องน้ำ มีสำหรับบริการประชาชน ใกล้ๆ กับจุดขายธูปเทียน สามารถเดินไปพักหนื่อยดูวิวฝั่งตะวันออก ได้ที่ศาลาพักร้อน เป็นวิวที่สวยงามพอสมควร เหมือนกับการมองจากมุมสูงทั่วไป นานๆ จะมีรถไฟวิ่งผ่านให้เห็นสักครั้ง
คนส่วนมากที่มาที่นี่ วัดแห่งนี้ ส่วนมากจะมาถือศีลปฏิบัติธรรม ดังนั้นจะเห็นชีพราหมณ์เดินตามจุดต่างๆ
มีศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และ ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ให้ไหว้สักการะ ตามแต่ศรัทธา จะไปไหว้พระพรหม พระราหู หรือพระสยามเทวาธิราชก็มี
Share:

วัดใหม่อยู่สงัด

วัดใหม่อยู่สงัด เป็นวัดในสังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย
ตั้งอยู่ที่บริเวณชุมชนร่วมพัฒนาวัดใหม่อยู่สงัด หมู่ 9 ตำบลบางเสร่ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี
เป็นวัดที่สร้างใหม่ มีเสนาสนะ กุฏิแบบสมถะ อยู่ในวัดที่มีต้นไม้ ส่วนมากเป็นต้นไผ่ และต้นประตู่ ดูร่มรื่น บริเวณวัด ส่วนมาก เทกรวดหินบด ไม่มีพื้นที่ที่เทคอนกรีต ไม่มีรั้วกัน มีแต่เพียงต้นไม้ ที่ปลูกเป็นรู้รอบไว้
อุโบสถหลังใหญ่สวยงาม แต่ ณ วันที่ถ่ายรูป และลงข้อมูลในเว็บนี้ วัดกำลังตกแต่งทางขึ้นอุโบสถ ด้วยรูปปั้นพญานาค 3 เศียร ทั้งสองฝั่ง ยังไม่เสร็จเรียบร้อยดี แต่ถ้าประดับเสร็จ พญานาคน่าจะดูสวยงามน่าเกรงขาม
ถ้ารับรถยนต์เข้าไปในบริเวณวัด ควรต้องวิ่งเข้าไปแบบช้าๆ เพราะหากวิ่งเร็ว จะทำให้ฝุ่นคลุ้ง เป็นภาระของวัดอีก ที่จะต้องกวาดทำความสะอาด
ปูชนีย์วัตถุ มีพระประธานประจำศาลาการเปรียญ พระประธานประจำศาลาการเปรียญเป็นประประธานบางมารวิชัย(ปางชนะมาร) หน้าตักกว้าง 109 นิ้ว
วัดใหม่อยู่สงัด ตั้งเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ.2543 เป็นวัดที่สร้างขึ้นจากศรัทธาของประชาชนได้ร่วมกันบริจาคทรัพย์เพื่อสร้างวัดและเสนาสนะสถานต่างๆขึ้น ได้รับอนุญาตให้ตั้งเป็นวัดที่ถูกต้องตามกฎหมาย มีชื่อในทะเบียนวัดของสำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติว่า “วัดใหม่อยู่สงัด”และได้รับการพัฒนาเรื่อยมา

Share:

วัดเขาบุญมีดาราราม วัดทุ่งคา

วัดเขาบุญมีดาราราม หรือวัดทุ่งคา อยู่ติดถนนห้วยใหญ่ เมืองพัทยา เป็นวัดที่มีนักท่องเที่ยวชาวจีนเข้ามาท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก ศาลาปฏิบัติธรรมอยู่ภายในกว้างใหญ่ มีการจัดพิธีถือศีลปฏิบัติธรรมตามเทศกาลอยู่เนืองๆ
มีรูปปั้นอสุรินทรราหูขนาดใหญ่ อยู่ริมกำแพงวัด ฝั่งตะวันออก และมีศาลาจัดไว้ให้นักท่องเที่ยวเช้าชม โดยเฉพาะ





Share:

วัดทองพัฒนาราม สำนักสงฆ์หนองชุมเห็ด

วัดทองพัฒนาราม หรือสำนักสงฆ์หนองชุมเห็ดพัฒนาราม เป็นวัดที่สร้างขึ้นใหม่ ในพื้นที่ของ ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี
ได้เริ่มสร้างขึ้น เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2554 โดยผู้ถวานพื้นที่ให้สร้างวัด คือ นางจำรัส พัฒนางาน พร้อมบุตรธิดา มอบถวายพื้นที่ 8 ไร่ 3 งาน และนายสุริยา สุขสบาย ถวายอีก 1 ไร่ เป็นวัดที่อยู่ติดกับถนนทางรถไฟ ของเมืองพัทยา
หน้าประตูวัด มีรูปปั้นท้าวเวสสุวรรณ 2 ตน เขียว แดง ตั้งตระหง่าน เฝ้ารักษาวัด
และต้อนรับสาธุชน ชาวพุทธทุกคน





Share:

วัดห้วยใหญ่ หลวงพ่อก้าน

วัดห้วยใหญ่ สร้างอยู่บนที่ดินของคุณโพธิ์และคุณเผือกสองสามีภรรยาบ้านห้วยใหญ่ ที่ได้ถวายที่ดินผืนนี้เพื่อสร้างวัด และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2386

วัดห้วยใหญ่ เป็นวัดที่มีอุโบสถที่สวยงามวิจิตร สีทองเหลืองอร่าม เป็นที่ชื่นขมของผู้ที่ได้มาเยี่ยมมาเยือน ซึ่งนับว่าเป็นผลานิสงศ์บุญของหลวงพ่อก้านที่ทิ้งให้ให้กับอนุชนรุ่นหลัง วัดแห่งนี้ นับเป็นแหล่งท่องเที่ยวของเมืองพัทยาอีกแห่งหนึ่ง ที่มีผู้คนเข้ามาท่องเที่ยวและมาเช็คอินเป็นจำนวนมาก

วัดห้วยใหญ่ถือเป็นวัดเก่าแก่อีกแห่งที่มีอายุการก่อตั้งที่ยาวนาน และยังเป็นวัดที่มีประวัติสำคัญที่น่าสนใจ เช่นการริเริ่มการสวดเป็นสวดตายในพิธีกรรมต่อชะตาตามความเชื่อโบราณ และมีผู้คนหลั่งไหลมาทำบุญกันมาก รวมถึงความเลื่อมใสศรัทธาในพระเจ้าอาวาส พระภัทธรกิจวิบูรณ์ หรือ พระอาจารย์ก้าน ตั้งแต่ครั้งที่ท่านยังมีชีวิตอยู่จนถึงปัจจุบันที่ท่านละสังขาลแล้ว แต่ทางวัดยังคงเก็บศพพระอาจารย์ก้านใส่โรงแก้วให้ผู้ที่มีจิตศรัทธาได้กราบไหว้ และเปิดโอกาสให้สาธุชนได้สักการะหลวงพ่อก้านอย่างใกล้ชิด รวมทั้งร่วมปิดทองที่รูปหล่อหลวงพ่อก้านด้วย

พระครูภัทรกิจวิบูล (หลวงพ่อก้าน ภทฺทโก) อดีตเจ้าอาวาสวัดห้วยใหญ่ เกจิดังของตำบลห้วยใหญ่ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี สังขารท่านไม่เน่าเปลื่อยอยู่ในโรงแก้วจนถึงทุกวันนี้ หลวงพ่อก้านท่านพัฒนาวัดห้วยใหญ่จนรุ่นเรือง และช่วยสร้างอื่นๆ เช่นวัดนาจอมเทียน , วัดทุ่งระหาร และวัดชากแง้ว ท่านเป็นผู้ริเริ่มสร้างถนนนาจอมเทียนไปถึงถนนบ้านบึงเป็นระยะทาง 8 กิโลเมตร ท่านเป็นพระนักปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ และพระนักพัฒนาที่น่ายกย่อง


หลวงพ่อก้าน มีเดิมว่า ” ก้าน ” นามสกุล ” เจริญคลัง ” ท่านเป็นคนจังหวัดชลบุรี เกิดที่บ้านหมู่ที่ 5 ตำบลห้วยใหญ่ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2462 ตรงกับวันพฤหัสบดี แรม 13 ค่ำ ปีมะแม โยมบิดาชื่อ เส็ง เกิดที่เมืองจีน โยมแม่ชื่อ นิด นามสกุล เจริญคลัง ครอบครัวมีอาชีพทำนา ชีวิตในวัยเยาว์นั้นท่านเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ชอบไปใส่บาตรพระกับผู้ใหญ่เสมอๆ

เมื่ออายุได้ 14 ปี ท่านจึงได้บรรพชาเป็นสามเณรที่วัดห้วยใหญ่ ตำบลห้วยใหญ่ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ทั้งนี้ท่านตั้งใจที่จะศึกษาหาความรู้และศึกษาเล่าเรียน เขียนอ่านทั้งภาษาไทยและภาษาขอม และอีกทั้งอักขระต่างๆ จนอ่านออกเขียนได้ดี

เมื่อท่านอายุได้ 20 ปี หลวงพ่อก้านท่านเล่าว่า พอท่านสึกจากสามเณรได้ 5 นาที ท่านก็อุปสมบทเป็นพระภิกษุเลย โดยมี

พระอุปัชฌาย์ พระอุปัชฌาย์ลอย ธมฺมโชโต วัดห้วยใหญ่
พระกรรมวาจาจารย์ พระสมุห์เข้ม วัดช่องลม (นาเกลือ) และพระอาจารย์กลับ วัดสันติธาราวาส (วัดทุ่งระหาร)
พระอนุสาวนาจารย์ พระอาจารย์เราะ ณ อุโบสถวัดห้วยใหญ่ ได้รับฉายาในทางพุทธศาสนาว่า ” ภทฺทโก “
หลังจากที่หลวงพ่อก้านท่านได้บวชแล้ว ท่านก็ได้จำพรรษาอยู่ที่วัดห้วยใหญ่ เพื่อตั้งใจศึกษาอบรมพระปริยัติธรรม พยายามประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัยของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มุ่งปฏิบัติหน้าที่ของตนให้บริบูรณ์ตามที่ได้บวชอยู่ในพระพุทธศาสนา หลวงพ่อก้านศึกษาจนจบนักธรรมชั้นตรี ครั้งพอเข้าพรรษาที่ 3 ท่านก็สอบได้นักธรรมชั้นโท และพรรษาที่ 4 ท่านสอบได้นักธรรมชั้นเอกตามลำดับ หลังจากที่สอบนักธรรมชั้นเอกได้แล้ว

ปฏิปทาหรือแนววัตรปฏิบัติของท่านที่เข้มข้น มีหลักฐานการจาริกธุดงค์ที่น่าจะเชื่อได้ว่าช่วงเวลาการออกธุดงค์ครั้งสำคัญๆ มีอยู่อย่างน้อยก็ 2 ครั้ง

ปี 2484 การธุดงค์ครั้งแรก คือ ตอนที่ท่านผ่านการเป็นพระบวชใหม่ เวลาดังกล่าวนี้หลวงพ่อก้านเล่าให้ฟังว่า เพียงพรรษาที่ 2 ท่านก็ได้ใช้เวลาหาประสบการณ์ด้านธุดงค์ด้วยการจาริกธุดงค์ไปทางภาคอีสาน ท่านได้มีโอกาสนมัสการปูชนีสถานและปูชนีวัตถุสำคัญทางพระพุทธศาสนา เช่น พระพุทธบาท พระพุทธฉาย ที่สระบุรีและมุ่งหน้าสู่นครราชสีมา มุ่งหน้าไปจังหวัดอุดรธานี หนองคาย และข้ามไปยังประเทศลาว ซึ่งตลอดเวลาของการธุดงค์ ท่านได้มีโอกาสศึกษาธรรมและสรรพวิชาจากพระอาจารย์มากมาย หลังจากนั้นท่านก็เดินทางกลับมายังวัดห้วยใหญ่

หลวงพ่อก้านท่านได้ศึกษาหาความรู้อยู่เสมอ มีอยู่ครั้งหนึ่งท่านได้ไปฝากตัวเป็นศิษย์หลวงพ่อหอม วัดชากหมาก จ.ระยอง ซึ่งเป็นพระเกจิอาจารย์ชื่อดังในอดีตถึงแม้ว่าท่านจะละสังขารไปแล้ว แต่ชื่อเสียงและสิ่งมงคลของท่านยังเป็นที่นิยมบูชากันจวบจนทุกวันนี้ หลวงพ่อก้านได้ศึกษาสนทนาธรรม ประกอบกับการได้ศึกษาอบรมทางด้านจิตภาวนาจากหลวงพ่อหอม ทำให้หลวงพ่อก้านเกิดศรัทธาเชื่อมั่นใฝ่หาหนทางแห่งมรรค

หลวงพ่อก้านท่านเล่าว่า วัดห้วยใหญ่ในอดีตนั้นก่อนที่ท่านจะเป็นเจ้าอาวาสมีโบสถ์อยู่หนึ่งหลัง สภาพเป็นฝาไม้หลังคามุงกระเบื้อง ท่านจึงได้รื้อทิ้งและได้สร้างขึ้นใหม่ เงินทุกบาททุกสตางค์บรรดาญาติโยมมาทำบุญร่วมกันสร้าง และได้สร้างศาลาอเนกประสงค์อีกหนึ่งหลัง และพร้อมกับสร้างเมรุและสร้างโกดังเก็บศพ รวมทั้งหอระฆังและสร้างโรงครัว หลวงพ่อก้านพัฒนาวัดห้วยใหญ่จากวัดที่รกร้างมาเป็นวัดที่เจริญสวยงามดังที่เห็นซึ่งล้วนแต่เป็นผลงานของท่านทั้งสิ้น

หลวงพ่อก้านท่านสร้างวัดมาแล้วหลายวัด ไม่ว่าจะเป็นวัดนาจอมเทียน วัดทุ่งระหาร และวัดชากแง้ว ซึ่งเป็นวัดที่หลวงพ่อก้านและศรัทธาญาติโยมได้ร่วมกันช่วยสร้างมาทั้งสิ้น

หลวงพ่อก้าน ท่านก็เห็นว่า ถนนหนทางในด้านการเดินทางไปมานั้นยังลำบาก ท่านจึงได้คิดที่จะพัฒนาโดยได้รับความร่วมมือจากศรัทธาญาติโยมร่วมกันสร้างถนนจาก นาจอมเทียนไปจนถึงบ้านบึง ซึ่งนับเป็นระยะทางถึง 8 กิโลเมตรจนสำเร็จลุล่วงด้วยดี และได้ใช้เป็นเส้นทางสัญจรไปมาตราบจนถึงทุกวันนี้

พ.ศ. 2494 แต่ท่านก็ไม่ยอมหยุดนิ่ง ท่านมีความคิดที่จะเผยแพร่พุทธศาสนาให้กว้างไกลยิ่งขึ้น ท่านจึงได้ช่วยสร้าง ” วัดเทพบุตร ” และวัดแห่งนี้หลวงพ่อเป็นผู้ตั้งชื่อวัดให้ ซึ่งหลวงพ่อก้านเล่าให้ฟังว่า เดิมทีวัดแห่งนี้ได้มีโยมอายุมากแล้วชื่อ ” พรหม ” นามสกุล ” เกตุจรูญ ” เป็นผู้ริเริ่มสร้างวัด ก็ปรึกษากับหลวงพ่อก้านว่า ไม่รู้จะตั้งชื่อวัดนี้ว่ายังไงดี หลวงพ่อก้านท่านก็บอกกับโยมพรหมว่า ในเมื่อโยมชื่อพรหม อาตมาก็คิดว่าวัดแห่งนี้ควรจะตั้งชื่อว่า ” เทพบุตร ” ก็แล้วกัน จึงเป็นอันว่า วัดแห่งนี้จึงได้ชื่อว่าเทพบุตรตราบเท่าทุกวันนี้

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2549 นาวาเอกหญิงอุไรวรรณ ต่อประดิษฐ์ ผู้อำนวยการกองการพยาบาล โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี แจ้งว่าพระครูภัทรกิจวิบูล (หลวงพ่อก้าน ภัทโก) อีดตเจ้าอาวาสวัดห้วยใหญ่ มรณภาพ หลังเข้ารับการรักษาตั้งแต่วันที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2549 ที่ผ่านมา

พระครูภัทรกิจวิบูล (หลวงพ่อก้าน ภักโก) ท่านมรณภาพเมื่อวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2549 ด้วยโรคชรา เมื่อเวลา 00.30 น. สิริอายุ 86 ปี พรรษาที่ 67











Share:

พระคาถาชินบัญชร ดีและศักดิ์สิทธิ์อย่างไร

พระคาถาชินบัญชร โดยสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)

พระคาถานี้เป็นคาถาศักดิ์สิทธิ์ตกทอดมาจากลังกา
ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ ค้นพบในคัมภีร์โบราณและได้ปรับแก้เพิ่มเติมเพื่อให้สมบูรณ์ขึ้น
ผู้ใดสวดภาวนาพระคาถานี้เป็นประจำสม่ำเสมอจะทำให้เกิดความสิริมงคลแก่ตนเองและญาติมิตรบริวาร
เกิดความเมตตา ศรัตรูไม่กล้ำกราย อุปัทวันตรายไม่เบียดเบียน
ก่อนสวด ควรตั้งสติ ภาวนา นึกถึง เจ้าประคุณสมเด็จฯ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่เคารพบูชาทั้งหลาย

คาถาชินบัญชรนี้ ถ้าพิจารณาตามความหมายของคาถาแล้ว เป็นการอัญเชิญพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระอรหันต์ตสาวก และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ให้มาสถิตย์ประดิษฐานบนอวัยวะส่วนต่างๆ ของผู้สวด ซึ่งแน่นอนว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ย่อมเป็นสิ่งดีงาม สถานที่จะประดิษฐาน ก็ควรจะเป็นที่เหมาะสม หรือควรค่าที่จะให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ประดิษฐานอยู่ได้ ในกรณีนี้ ผู้สวด ควรจะมีร่างกายสะอาด สะอาดทั้งร่างกายและจิตใจ ต้องมีศิลสมบูรณ์ เพื่อให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ มาประดิษฐานได้

เริ่มสวด นโม 3 จบ

นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

นึกถึงเจ้าประคุณสมเด็จฯ แล้วตั้งอธิษฐาน

ปุตตะกาโม ละเภปุตตัง ธะนะกาโม ละเภธะนัง
อัตถิกาเยกายะญายะ เทวานัง ปิยะตัง สุตตะวา
อิติปิโส ภะคะวา ยะมะราชาโน ท้าวเวสสุวัณโณ
มรณังสุขัง อะระหัง สุคะโต นะโมพุทธายะ

(บทสวดข้างบนนี้ เป็นบทสวดสักการะท้าวเวสสุวรรณ ผู้เป็นเจ้าแห่งยักษ์ และภูติผี เป็นหนึ่งในท้าวจาตูมมหาราชทั้ง 4 พระองค์)

บทพระคาถาชินบัญชร

ชะยาสะนากะตา พุทธา เชตวา มารัง สะวาหะนัง
จะตุสัจจาสะภัง ระสัง เย ปิวิงสุ นะราสะภา.

ตัณหังกะราทะโย พุทธา อัฏฐะวีสะติ นายะกา
สัพเพ ปะติฏฐิตา มัยหัง มัตถะเกเต มุนิสสะรา.

สีเส ปะติฏฐิโต มัยหัง พุทโธ ธัมโม ทะวิโลจะเน
สังโฆ ปะติฏฐิโต มัยหัง อุเร สัพพะคุณากะโร.

หะทะเย เม อะนุรุทโธ สารีปุตโต จะ ทักขิเณ
โกณฑัญโญ ปิฏฐิภาคัสมิง โมคคัลลาโน จะ วามะเก.

ทักขิเณ สะวะเน มัยหัง อาสุง อานันทะ ราหุโล
กัสสะโป จะ มะหานาโม อุภาสุง วามะโสตะเก.

เกสะโต ปิฏฐิภาคัสมิง สุริโย วะ ปะภังกะโร
นิสินโน สิริสัมปันโน โสภิโต มุนิปุงคะโว

กุมาระกัสสโป เถโร มะเหสี จิตตะ วาทะโก
โส มัยหัง วะทะเน นิจจัง ปะติฏฐาสิคุณากะโร.

ปุณโณ อังคุลิมาโล จะ อุปาลี นันทะ สีวะลี
เถรา ปัญจะ อิเม ชาตา นะลาเฏ ติละกา มะมะ.

เสสาสีติ มะหาเถรา วิชิตา ชินะสาวะกา
เอเตสีติ มะหาเถรา ชิตะวันโต ชิโนระสา
ชะลันตา สีละเตเชนะ อังคะมังเคสุ สัณฐิตา.

ระตะนัง ปุระโต อาสิ ทักขิเณ เมตตะ สุตตะกัง
ธะชัคคัง ปัจฉะโต อาสิ วาเม อังคุลิมาละกัง

ขันธะโมระปะริตตัญจะ อาฏานาฏิยะ สุตตะกัง
อากาเส ฉะทะนัง อาสิ เสสา ปาการะสัณฐิตา

ชินาณา วะระสังยุตตา สัตตัปปาการะ ลังกะตา
วาตะปิตตาทิสัญชาตา พาหิรัช ฌัตตุปัททะวา.

อะเสสา วินะยัง ยันตุ อะนันตะชินะ เตชะสา
วะสะโต เม สะกิจเจนะ สะทา สัมพุทธะปัญชะเร.

ชินะปัญชะระมัชฌัมหิ วิหะรันตัง มะหีตะเล
สะทา ปาเลนตุ มัง สัพเพ เต มะหาปุริสาสะภา.

อิจเจวะมันโต สุคุตโต สุรักโข
ชินานุภาเวนะ ชิตุปัททะโว
ธัมมานุภาเวนะ ชิตาริสังโฆ
สังฆานุภาเวนะ ชิตันตะราโย
สัทธัมมานุภาวะปาลิโต จะรามิ ชินะ ปัญชะเรติ.

คำแปล

พระพุทธเจ้าและพระนราสภาทั้งหลาย ผู้ประทับนั่งแล้วบนชัยบัลลังก์
ทรงพิชิตพระยามาราธิราชผู้พรั่งพร้อมด้วยเสนาราชพาหนะแล้ว เสวยอมตรสคือ
อริยะสัจธรรมทั้งสี่ประการ เป็นผู้นำสรรพสัตว์ให้ข้ามพ้นจากกิเลสและกองทุกข์

มี ๒๘ พระองค์คือ พระผู้ทรงพระนามว่า ตัณหังกรเป็นต้น พระพุทธเจ้าผู้จอมมุนีทั้งหมดนั้น

ข้าพระพุทธเจ้าขออัญเชิญมาประดิษฐานเหนือเศียรเกล้า
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประดิษฐานอยู่บนศีรษะ
พระธรรมอยู่ที่ดวงตาทั้งสอง
พระสงฆ์ผู้เป็นอากรบ่อเกิดแห่งสรรพคุณอยู่ที่อก

พระอนุรุทธะอยู่ที่ใจพระสารีบุตรอยู่เบื้องขวา
พระโมคคัลลาน์อยู่เบื้องซ้าย พระอัญญาโกณทัญญะอยู่เบื้องหลัง

พระอานนท์กับพระราหุลอยู่หูขวา
พระกัสสะปะกับพระมหานามะอยู่ที่หูซ้าย

มุนีผู้ประเสริฐคือพระโสภิตะผู้สมบูรณ์ด้วยสิริดังพระอาทิตย์ส่องแสง
อยู่ที่ทุกเส้นขน ตลอดร่างทั้งข้างหน้าและข้างหลัง

พระเถระกุมาระกัสสะปะผู้แสวงบุญทรงคุณอันวิเศษ
มีวาทะอันวิจิตรไพเราะอยู่ปากเป็นประจำ

พระปุณณะ พระอังคุลิมาล พระอุบาลี พระนันทะ และพระสีวะลี
พระเถระทั้ง ๕ นี้ จงปรากฏเกิดเป็นกระแจะจุณเจิมที่หน้าผาก

ส่วนพระอสีติมหาเถระที่เหลือผู้มีชัยและเป็นพระโอรส
เป็นพระสาวกของพระพุทธเจ้าผู้ทรงชัย แต่ละองค์ล้วน
รุ่งเรืองไพโรจน์ด้วยเดชแห่งศีลให้ดำรงอยู่ทั่วอวัยวะน้อยใหญ่

พระรัตนสูตรอยู่เบื้องหน้าพระเมตตาสูตรอยู่เบื้องขวา
พระอังคุลิมาลปริตรอยู่เบื้องซ้าย พระธชัคคะสูตรอยู่เบื้องหลัง

พระขันธปริตร พระโมรปริตร และพระอาฏานาฏิยสูตร
เป็นเครื่องกางกั้นดุจหลังคาอยู่บนนภากาศ

อนึ่งพระชินเจ้าทั้งหลาย นอกจากที่ได้กล่าวมาแล้วนี้
ผู้ประกอบพร้อมด้วยกำลังนานาชนิด มีศีลาทิคุณอันมั่นคง
สัตตะปราการเป็นอาภรณ์มาตั้งล้อมเป็นกำแพงคุ้มครองเจ็ดชั้น

ด้วยเดชานุภาพแห่งพระอนันตชินเจ้าไม่ว่าจะทำกิจการใดๆ
เมื่อข้าพระพุทธเจ้าเข้าอาศัยอยู่ในพระบัญชรแวดวงกรงล้อม
แห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขอโรคอุปัทวะทุกข์ทั้งภายนอกและภายใน
อันเกิดแต่โรคร้าย คือ โรคลมและโรคดีเป็นต้น
เป็นสมุฏฐานจงกำจัดให้พินาศไปอย่าได้เหลือ

ขอพระมหาบุรุษผู้ทรงพระคุณอันล้ำเลิศทั้งปวงนั้น
จงอภิบาลข้าพระพุทธเจ้า ผู้อยู่ในภาคพื้น ท่ามกลางพระชินบัญชร
ข้าพระพุทธเจ้าได้รับการคุ้มครองปกปักรักษาภายในเป็นอันดีฉะนี้แล

ข้าพระพุทธเจ้าได้รับการอภิบาลด้วยคุณานุภาพแห่งสัทธรรม
จึงชนะเสียได้ซึ่งอุปัทวอันตรายใดๆ ด้วยอานุภาพแห่งพระชินะพุทธเจ้า
ชนะข้าศึกศัตรูด้วยอานุภาพแห่งพระธรรม ชนะอันตรายทั้งปวงด้วยอานุภาพ
แห่งพระสงฆ์ ขอข้าพระพุทธเจ้าจงได้ปฏิบัติ และรักษาดำเนินไปโดยสวัสดีเป็นนิจนิรันดรเทอญฯ
Share:

วัดราษฎร์เรืองสุข วัดมาบลำบิด หลวงปู่ฮก

วัดราษฎร์เรืองสุข หรือ วัดมาบลำบิด ตั้งอยู่ที่บ้านมาบลำบิด ถนนบ้านบึง-บ้านค่าย หมู่ ๗ ต.คลองกิ่ว อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี ภายในวัดมีพื้นที่ ๒๕ ไร่

สำหรับประวัติการสร้างวัดมาบลำบิดนั้น มีอยู่ว่า เมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๐ นายสง่า-นายคิ้ม เรืองสุข มีจิตศรัทธาถวายที่ดินเพื่อเป็นการสร้างวัด โดยเริ่มแรกสร้างขึ้นเป็นที่พักสงฆ์เล็กๆเท่านั้น เพราะมีเพียงแค่กุฏิไม้ ๒ หลัง และศาลาเอนกประสงค์ ๑ หลัง ในเวลาต่อมาจึงได้มีการสร้างกุฏิไม้ที่มีความแข็งแรงทนทาน และสามารถใช้ได้อย่างถาวร จนสุดท้ายที่พักสงฆ์เล็กๆแห่งนี้ก็ได้ก่อตั้งเป็นวัดขึ้นมา เมื่อวันที่ ๒๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๐

ขณะเดียวกันได้มีการสร้างพระอุโบสถขึ้นและ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๑ เสนาสนะภายในวัดมาบลำบิดได้ถูกสร้างขึ้นอีกครั้งในปี พ.ศ.๒๕๓๑ ซึ่งได้มีการก่อสร้างศาลาการเปรียญ ตลอดจนโรงครัว เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์มากที่สุด ภายใน วัดมาบลำบิด ยังมีโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกธรรม ซึ่งทำการเปิดสอนเมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๑

วัดราษฏร์เรืองสุข หรือวัดบ้านมาบลำบิด วัดที่พระเกจิ สุปฏิปันโน ปฏิบัติดี ปฏฺิบัติชอบ หลวงปู่ฮก รตินธโร พระเกจิ ผู้ซึ่งเป็นที่เคารพศรัทธา ของชาวพุทธ ในภาคตะวันออก พระผู้สมถะและเมตตาสูง

ประวัติหลวงปู่ฮก

หลวงปู่ฮก รตินฺธโร วัดราษฎร์เรืองสุข หรือ วัดมาบลำบิด ต.คลองกิ่ว อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี ท่านมีชื่อเดิมว่า “ฮก แซ่เตียว” เกิดเมื่อวันที่ ๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๗๐ ปีขาล ท่านมีเชื้อสายจีน โยมบิดาชื่อ บู๊ แซ่เตียว เป็นชาวจีนแท้ๆ ส่วนโยมมารดาชื่อ ไน้ แซ่เตียว เป็นลูกครึ่งไทย-จีน ในปี พ.ศ. ๒๔๘๔ ซึ่งเป็นช่วงเริ่มต้นการเกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ ขณะนั้นเด็กชายฮก มีอายุ ๑๔ ปี ได้เดินทางกับบิดาและมารดาจากแปดริ้ว ฉะเชิงเทรามาอยู่ที่ชลบุรี


หลวงปู่ฮก รตินธโร
หลวงปู่ฮก ได้ตัดสินใจเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ โดยอุปสมบทเมื่ออายุได้ ๔๘ ปี ซึ่งตรงกับ พ.ศ.๒๕๑๘ ที่วัดบุญญฤทธยาราม (วัดบึงบน) ต.บ้านบึง อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี มีพระครูพิบูลย์สังฆกิจ วัดกุณฑีธาร วัดหัวกุญแจ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูโสรัจธรรมคุณ วัดบุญญฤทธยาราม เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระใบฎีกาฮง วัดบึงบวรสถิต (วัดบึงล่าง) เป็น อนุสาวนาจารย์ หลวงปู่ฮกได้รับฉายาในทางธรรมว่า “รตินฺธโร”

ภายหลังจากที่อุปสมบทแล้ว หลวงปู่ฮก ได้ร่ำเรียนศึกษาในทางธรรมอย่างเคร่งครัด มุ่งมั่นในการฝึกฝนจิตเพื่อปรารถนาหลุดพ้น ขณะเดียวกัน ท่านก็ได้อุปัฏฐาก ดูแลรับใช้ พระกรรมวาจารย์ เป็นอย่างดี

ในพรรษาที่ ๓ หลวงปู่ฮกได้เดินทางไปวัดเขาน้อยคีรีวันและเดินทางกลับมายังวัดบึงบน ไปๆกลับๆเช่นนี้เป็นประจำ เนื่องจากที่วัดเขาน้อยคีรีวันนั้น มีพระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงและเป็นที่เคารพศรัทธาของญาติโยม นั่นคือ หลวงปู่โทน กนฺตสีโล เนื่องจากหลวงปู่ฮก เป็นเพื่อนกับหลวงปู่โทน ตั้งแต่สมัยทำงานด้วยกันเมื่อครั้งยังหนุ่มๆ แต่หลวงปู่ฮกก็ไม่เคยเรียนวิชาใดๆกับหลวงปู่โทน เนื่องจากท่านมีความตั้งใจปรารถนาปฏิบัติเพื่อหลุดพ้นเท่านั้น แต่ก็จะออกธุดงค์วิเวกกับหลวงปู่โทนอยู่เช่นกัน ทำให้ทั้งสองมีความสนิทสนมกันมาก

หลวงปู่ฮกได้อยู่ในร่มกาสาวพัสตร์เป็นเวลา ๑๐ กว่าพรรษา พระครูโสรัจธรรมคุณ เจ้าอาวาสวัดบุญญฤทธยาราม เจ้าคณะตำบลคลองกิ่วในสมัยนั้นจึงได้มอบหมายให้หลวงปู่ฮก ให้มาจำพรรษาที่วัดราษฎร์เรืองสุข หรือ วัดมาบลำบิด ซึ่งก็มีศรัทธาจากญาติโยมจำนวนไม่น้อยที่เข้ามากราบนมัสการหลวงปู่ฮกที่วัดมาบลำบิดแห่งนี้ เนื่องจากหลวงปู่ฮก ท่านมีวัตรปฏิบัติที่งดงาม ไม่ยึดติดกับลาภยศสรรเสริญ และยังมีเมตตาต่อญาติโยมอีกด้วย

วัตถุมงคล


การสร้างวัตถุมงคลของหลวงปู่ฮกนั้นมักจะเป็นไปเพื่อทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา อย่างเช่น การสร้าง “เหรียญรุ่นแรก” ที่หลวงปู่ฮกได้อนุญาตให้คณะศิษย์จัดทำขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์สมทบทุนสร้างพระอุโบสถหลังใหม่แทนพระอุโบสถหลังเก่าที่วัดลำมาบบิด ซึ่งชำรุดทรุดโทรมไปตามกาลเวลา ส่วนการบริกรรมปลุกเสกวัตถุมงคลนั้น หลวงปู่ฮกท่านได้ทำอย่างเรียบง่าย ซึ่งท่านเคยตอบคำถามของสานุศิษย์ว่า ท่านไม่มีคาถาใดๆในการปลุกเสก เพราะต่อให้มีพระดีขนาดไหน ถ้าถึงวาระที่ต้องตายเมื่อไหร่ ก็หนีไม่พ้นอยู่ดี แต่สำหรับการอาราธนาพระเครื่องก็เพราะการมีที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ ให้ระลึกถึงความไม่ประมาท ให้ปฏิบัติอยู่ในศีลธรรมอันดี ละเว้นการทำความชั่วทั้งปวง ขณะเดียวกัน จิตก็ต้องเป็นสมาธิด้วย จึงจะทำให้คาถาที่บริกรรม เกิดความศักดิ์สิทธิ์

ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๔ หลวงปู่ฮก ท่านยังได้จัดสร้าง “พระกริ่งไตรมาส” โดยประกอบพิธีเททอง ในวันอาสาฬหบูชา ที่วัดราษฎร์เรืองสุข ซึ่งมีพระเกจิอาจารย์หลายรูปเข้าร่วมพิธีอธิษฐานจิตปลุกเสกด้วย

พระกริ่งไตรมาสของหลวงปู่ฮกนั้น เป็นที่จับตามองเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีพิธีปลุกเสกที่ดี ตลอด ๑ ไตรมาส โดยหลวงปู่ฮกและพระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงหลายรูป พุทธคุณเข้มขลัง ประกอบกับรูปแบบในการสร้างมีความสวยงามโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ มีเจตนาที่ดีในการสร้าง เพื่อหาทุนในการสร้างพระอุโบสถหลังใหม่ให้แล้วเสร็จ จึงเป็นอีกหนึ่งพระเครื่องที่ได้รับความนิยมค่อนข้างสูง

สำหรับวัตถุมงคลอื่นๆของหลวงปู่ฮกนั้น ท่านได้สร้างตามโอกาสและวาระอันเหมาะสม เช่น เหรียญสำเภาเงิน สำเภาทอง ปี ๕๔ , พระชัยวัฒน์หลวงปู่ฮกรุ่นแรก ปี๕๔,เหรียญพระนาคปรกใบมะขามหลวงปู่ฮกรุ่นแรก, พระขุนแผนหลวงปู่ฮก ปี ๕๕,เหรียญเจริญพร หลวงปู่ฮก ปี ๕๕,หนุมาน หลวงปู่ฮก ใต้ฐานอุดผงละเกศา , ผ้ายันต์ฝ่ามือหลวงปู่ฮกรุ่นแรก ปี ๕๕ และอื่นๆอีกหลายรายการ ซึ่งการสร้างวัตถุมงคลของท่าน โดยมากแล้วเป็นไปเพื่อหาทุนในการสร้างเสนาสนะโดยเฉพาะการสร้างพระอุโบสถหลังใหม่ ที่ต้องใช้งบประมาณอยู่พอสมควร จึงต้องมีการสร้างวัตถุมงคลอยู่หลายวาระ

ส่วนพุทธคุณพระเครื่องที่หลวงปู่ฮกได้ปลุกเสก ล้วนมีหลากหลายประการทั้งแคล้วคลาด ปลอดภัย เมตตามหานิยม หากใครมีไว้บูชาก็ย่อมเกิดความเป็นมงคลต่อตนเอง

หลวงปู่ฮก รตินฺธโร พระนักปฏิบัติธรรม ได้เปิด กุฎิต้อนรับลูกศิษย์เหมือนทุกๆวัน ซึ่งกุฏิที่ท่านพักอาศัย เป็นกุฏิไม้หลังเล็กๆ คนนั่งได้ ไม่เกิน 10 คน ก็คับแคบแล้ว แต่ประชาชนที่เข้าสักการะ ขอพรหลวงปู่ ให้ท่านเจิมให้ มีจำนวนมาก ต้องเข้าแถวยาวในแต่ละวัน โดยเฉพาะช่วงเสาร์อาทิตย์ จะมีแถวของผู้มากราบไหว้ท่าน เยอะ และแถวยาวมาก ๆ ต้องมีการพักเป็นช่วงๆ เพื่อให้หลวงปู่ ซึ่งมีอายุ กว่า 95 ปีแล้ว ได้พักบ้าง
การที่ประชาชนมากมายศรัทธาในตัวท่าน ก็ด้วยปฏิปทา การเป็นพระเกจิ สุปฏิปันโน ผู้สมถะ และเปี่ยมด้วยเมตตานั่นเอง ปัจจุบัน วัดกำลังสร้างอนุสรณ์สถาน รูปปั้น หลวงปู่ฮกขนาดใหญ่ บนอาคาร สองชั้น ซึ่งยังไม่แล้วเสร็จ หากแล้วเสร็จน่าจะเป็นอีกแห่งหนึ่งที่เหมาะกับการไว้พระ 9 วัด เป็นจุดเช็คอิน ที่น่ามาค้นหา








Share:

Popular Posts

Tags

Popular Posts

Recent Posts

Pages

About Wat Thai

วัดไทย น่าเที่ยว วัดคือสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมของไทย ที่บ่งบอกถึงรากเหง้าความเป็นมาของไทย