วัดช่องแสมสาร วิหารหลวงพ่อดำ สัตหีบ

วัดช่องแสมสาร ต.แสมสาร อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวแสมสารมาช้านาน โดยวัดแห่งนี้มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เช่น พระสัมพุทธมหามุนีศรีคุณาศุภนิมิต หรือ”หลวงพ่อดำ” พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่กล่าวขานกันว่า ท่านสามารถดลบันดาลให้ประสบความสำเร็จในเรื่องการสอบเข้าเรียน และการประกอบธุรกิจการค้าต่างๆ,พระบรมสารีริกธาตุจากประเทศศรีลังกา  อดีตเจ้าอาวาสที่มีชื่อเสียงโด่งดังคือ “หลวงพ่อทัต  วรุตตโม” พระเกจิอาจารย์ที่มีอานุภาพมนต์ขลังชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก นอกจากนี้ ยังมีโบราณสถานสำคัญมากมาย เจดีย์เก่าบนเขาวิหารอายุกว่า 300 ปี ซึ่งกรมศิลปากรขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน 
พระสัมพุทธมหามุนีศรีคุณาศุภนิมิต หลวงพ่อดำ ซึ่งประดิษฐานอยู่ที่วิหารหลวงพ่อดำ แยกออกมาจากวัดช่องแสมสารประมาณ 1 ก.ม.
    หลวงพ่อดำมีพุทธลักษณะเป็นพระพุทธรูปปางสมาธิสูง 5 เมตร มีรูปใบหน้าอิ่มเอิบ ดวงตาทอดต่ำลงแผ่เมตตาให้กับผู้คนที่เดินทางมากราบไหว้ นับเป็นพระพุทธปฏิมากรศักดิ์สิทธิ์องค์หนึ่ง โดยเฉพาะชาวประมงฝั่งตะวันออกเลื่อมใสศรัทธา ทุกครั้งที่ออกทะเลมักจะไปนมัสการและขอพร  ชาวประมงทุกคนจะกลับมาโดยสวัสดิภาพ  มีโชคได้สินทรัพย์จากทะเลเป็นกอบเป็นกำ

         ตามตำนานสร้างขึ้นโดยหลวงพ่อดำรง คุณาสโภ วัดเขาขึ้น อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี ซึ่งฝันว่า เทพยดาองค์หนึ่งบอกให้ท่านไปสร้างพระพุทธรูปไว้ใกล้ๆ พระเจดีย์เก่าองค์หนึ่ง บนเขาชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก   ท่านจึงชักชวนญาติโยมช่วยกันบริจาควัสดุในการสร้างพระพุทธปฏิมากร ใช้เวลาประมาณ 2 ปี จึงแล้วเสร็จและทารักสีดำตั้งเป็นสง่าอยู่กลางแจ้ง โดยไม่มีหลังคาคลุม ชาวบ้านชาวเรือและผู้พบเห็นจึงเรียกว่า ‘หลวงพ่อดำ’ กันติดปาก ทั้งๆที่ตอนสร้างเสร็จได้ถวายนามว่า “พระสัมพุทธมหามุนีศรีคุณาศุภนิมิต” มีความหมายว่า “เป็นพระที่เกิดจากความฝันดี”

        แรกเริ่มนั้นวิหารหลวงพ่อดำเป็นเพียงมีหลังคาและฝาไม้สามด้าน หลังจากสิบปีผ่านไปก็ชำรุดทรุดโทรมจนใช้งานไม่ได้ นายเสน่ห์ พิทักษ์กร สมาชิกสภาจังหวัดชลบุรี,พระครูวิสารทสุตากร เจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน และชาวบ้านจึงร่วมกันสร้างเป็นวิหารจตุรมุข ทำพิธีเปิดเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2532 ภายในมีจิตรกรรมฝาผนัง และมีภาพปูนปั้นเรื่องราวพุทธประวัติ ซึ่งหาชมได้ยาก

         ตามความเชื่อว่าหลวงพ่อดำคุ้มครองรักษาให้ปลอดภัยและได้โชคลาภสิ่งที่สมปรารถนา จนหลวงพ่อดำที่ทารักสีดำ กลายเป็นหลวงพ่อดำสีทองเหลืองอร่ามไปทั่วทั้งองค์ในปัจจุบัน  โดยแต่ละวันมีประชาชนเดินทางไปนมัสการขอบนและแก้บนมิได้ขาดด้วยไข่ต้มและพวงมาลัยดอกไม้สด

วัดช่องแสมสาร เป็นวัดที่เหมาะกับการเข้าไปกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิซึ่งมีอยู่ในวัด หลายองค์ เช่น ท้าวสหัมบดีพรหม ท้าวเวสสุวรรณ พระราหู และที่สำคัญที่สุด คือองค์พระหลวงพ่อดำ ที่ยอดเขาเจดีย์ ซึ่งเป็นที่ศรัทธาเคารพนับถือของชาวสัตหีบมานาน ด้วยเชื่อในความศักดิ์สิทธิ์ และมีประชาชนเข้ากราบขอพรกันอยู่เรื่อยๆ

นอกจากนัน วัดยังมีวิวสวยงามให้เป็นชุดเช็คอิน ถ่ายรูป โดยเฉพาะที่วิหารหลวงพ่อดำ ซึ่งแยกออกจากวัดไประมาณ 1 ก.ม. ริมหน้าผาแสมสาร ฝั่งตะวันออก ซึ่งมีวิวสวยงาม มองเห็นทะเลสีความ

มีห้องน้ำสะอาดไว้บริการประชาชน โดยไม่ต้องเป็นกังวลในเรื่องนี้เลย




อ้างอิง https://www.facebook.com/watchongsamaesarn/
Share:

วัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร

วัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร เป็นวัดพระอารามหลวงชั้นเอก เป็นวัดที่คนไทยทั้งประเทศได้ยินชื่อและรู้จักกันเป็นอย่างดี เนื่องจากมึความเกี่ยวข้องกับองค์ในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นวัดที่มีอาณาบริเวณากว้างใหญ่ และเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยม ผู้ที่มาเยือนเมืองพัทยา มักจะต้องแวะมาเที่ยววัดแห่งนี้ด้วยเช่นเดียวกัน มีสถาปัตยกรรมที่สวยงาม และร่มรื่น เนืองจากได้รับการดูแลจากหน่วยงานราชการ โดยเฉพาะทหารเรือ ซึ่งจัดส่งทหารเรือเข้ามาอยู่เวรดูแลความสงบเรียบร้อยให้นักเท่องเที่ยว ตลอดทั้งกลางวันและกลางคืน มีโรงพยาบาลอยู่บริเวณด้านหน้าวัด ไว้คอยบริการประชาชน และมีชื่อเสียงในด้านกายภาพบำบัด
วัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร ในพระบรมราชูปถัมภ์ ตั้งอยู่เลขที่ ๙๙๙ ตำบลห้วยใหญ่ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี มีสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร พระนามเดิม เจริญ คชวัตร เป็นสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พระองค์ที่ ๑๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นประธานจัดสร้างวัด และทรงตั้งชื่อวัดตามสมณศักดิ์เดิมของพระองค์ (สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก) ว่า “วัดญาณสังวราราม”
ปัจจุบัน วัดญาณสังวรารามมีอาณาบริเวณทั้งหมด ๓๖๖ ไร่ ๒ งาน ๑๑ ตารางวา โดยที่ดินผืนแรกที่สร้างวัด ได้รับการบริจาคจากนายแพทย์ขจร และคุณหญิงนิธิวดี อ้นตระการ เมื่อพุทธศักราช ๒๕๑๙ ประมาณ ๑๐๐ ไร่ ๑ งาน ๙๒ ตารางวา ซึ่งต่อมาคุณหญิงนิธิวดีและครอบครัวได้บริจาคที่ดินถวายเพิ่มอีก ๑๐๐ ไร่เศษ และคณะผู้สร้าง ศิษยานุศิษย์ ผู้ศรัทธาในเจ้าพระคุณสมเด็จฯ ร่วมกันจัดซื้อที่ดินรอบๆ ถวายเพิ่มจนมีพื้นที่เท่าในปัจจุบัน ซึ่งยังไม่รวมพื้นที่โครงการในพระราชดำริและโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ซึ่งรายล้อมอยู่อีกประมาณ ๒,๕๐๐ ไร่
พุทธสถาน/ถาวรวัตถุ/สถานที่สำคัญ เจ้าพระคุณสมเด็จฯ มีความตั้งใจที่จะสร้างวัดญาณสังวรารามให้เป็นสำนักปฏิบัติธรรม สายวิปัสสนากรรมฐานที่อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพมหานคร อีกทั้งยังมีความประสงค์ที่จะสร้างวัดเพื่อเทิดพระเกียรติบูรพมหากษัตริย์ไทย และให้เป็นวัดประจำรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ การสร้างวัดจึงต้องมีความเรียบร้อย สมบูรณ์ งดงาม และสมพระเกียรติไปพร้อมๆ กันด้วยเหตุนี้ วัดญาณสังวราราม จึงแบ่งพื้นที่สิ่งปลูกสร้างออกเป็น ๔ เขต ได้แก่
เขตที่ ๑ เขตพุทธาวาส เป็นเขตสำคัญของวัดญาณสังวราราม เปรียบได้กับหัวใจของวัด ประกอบไปด้วย ศาสนสถานต่างๆ อันได้แก่ พระอุโบสถ พระบรมธาตุเจดีย์มหาจักรีพิพัฒน์ พระมหามณฑปพุทธบาท ภปร. สก. ศาลา สว. กว. ศาลา มวก. สธ. ศาลาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี พระปกเกล้าอริยเขต และอริยาคาร พระเจดีย์พุทธคยาจำลอง วิหารพระศรีอริยเมตไตรย รวมถึงพระพุทธมหาวชิรอุตตโมภาสศาสดาที่เขาชีจรรย์ ก็ถือว่าอยู่ในเขตพุทธาวาสเช่นกัน สำหรับศาสนสถานและหมู่อาคารในเขตพุทธาวาสนี้ เจ้าพระคุณสมเด็จฯ มีความตั้งใจสร้างเพื่อน้อมถวายและเทิดทูนอดีตบูรพมหากษัตริย์ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช รวมถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ และพระบรมราชจักรีวงศ์ทุกพระองค์
เขตที่ ๒ เขตสังฆาวาส เป็นที่ตั้งของเสนาสนะกุฏิพระภิกษุ สามเณรที่จำพรรษาอยู่ที่วัดญาณสังวราราม โดยตั้งอยู่ริมถนนทางขึ้นเขาชีโอนตลอดแนวด้านขวามือ ไม่ไกลจากอาศรมพระอาจารย์แพทย์ใหญ่ชีวกโกมารภัจจ์และกุฏิของเจ้าพระคุณสมเด็จฯ และมีกุฏิบนเขาชีโอน สำหรับพระผู้เน้นวัตรปฏิบัติอีกจำนวนหนึ่ง
เขตที่ ๓ เขตฆราวาส เป็นเขตอุบาสก อุบาสิกาและสถานที่ตั้งศาลาโรงธรรม ที่พักอาศัยของผู้มาปฏิบัติธรรม ถือศีล ที่วัดญาณสังวราราม รวมถึงเป็นที่ตั้งของเทวาลัยท่านท้าววิรุฬหกมหาราชพุทธบัณฑิต โดยเขตฆราวาสนี้ตั้งอยู่ด้านฝั่งซ้ายมือของถนนเข้าวัดญาณสังวราราม
เขตที่ ๔ เขตโครงการในพระราชดำริและโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ประกอบด้วยศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพเกษตรกรรมวัดญาณสังวราราม อันเนื่องมาจากพระราชดำริ โรงเรียนผู้รู้ ญสส. ๘๐ ศูนย์เพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์สัตว์ป่าบางละมุง
คำแนะนำเพิ่มเติม

เชื่อว่า คนไทยส่วนมาก รู้จักวัดญาณสังวราราม หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า วัดญาณ วัดแห่งนี้ ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อของจังหวัดชลบุรี ใครมาพัทยา เป็นต้องมาเยือน มาเที่ยววัดนี้ ผ่านหน้าโรงพยาบาลวัดญาณ ก็จะผ่านโค้งซุ้มประตูวัดที่เป็นเหล็กโครเมี่ยม มีรูปสมเด็จพระสังฆราของค์ก่อน อยู่ด้านบน ถนนเข้าวัด เป็นถนนลาดยาง รถวิ่งสวนกันได้ สองข้างทางเป็นสวนหย่อม ที่มีการดูแลสวน จัดตกแต่งสวยงาม ด้านซ้ายมือ มีสวนบัวหลวง ถ้าเป็นฤดูฝน ใบบัว และดอกบัวจะเขียวสวยงามมาก แต่หากมาในฤดูอื่น ใบบัวจะไม่ค่อยสวย

ในบริเวณวัด มีจุดให้เข้าไปเที่ยว ไปเยี่ยมชม หลายจุด แต่ละจุดสวยงามมาก ต้นปาล์มสูงชะลูด พื้นหญ้าพรมกำมะหยี่ น่านอนน่ากลิ้งเล่นเลยทีเดียว จุดสูงเยี่ยมชมที่ควระเข้าเป็นอันดับแรก คือมหาเจดีย์ จักรีพิพัฒน์ ภายในมีสิ่งน่าสนใจให้เยี่ยมชมมากมาย หากจะเยี่ยมชมไปยังมหามณฑปพุทธบาท ที่อยู่บนยอดเขา ต้องใช้รถ และต้องเป็นรถที่สภาพปกติ มีความแรงพอที่จะขึ้นเขาได้ หากรถแรงไม่ถึง มีทางเดินลัดเป็นบันไปสูงให้เดินไปได้เช่นกัน แต่รับรองว่า เหนื่อยแน่นอน ยิ่งหน้าร้อน แดดร้อนๆ ไม่ต้องพูดถึง

บริเวณของวัด เป็นลานที่ปลูกหญ้า และได้รับการต้ดแต่งสวยงาม มีต้นปาล์มสูงประดับเกือบทุกจุด มีลานปั่นจักรยานสำหรับนักปั่น ออกกำลังกายในช่วงเย็นๆ แต่ช่วงกลางวันไม่เหมาะ เนื่องจากมีรถทัวร์ท่องเที่ยววิ่งเข้าออกเกือบตลอดทั้งวัน

หากใครมีโอกาสได้มาเยี่ยมชมวัดญาณ ยืนยันได้ว่า จุดถ่ายรูปมีเยอะ และแต่ละจุดก็สวยงาม เนื่องจากมีการดูแลเป็นอย่างดี ออกจากวัดญาณ อย่าลืมไปเลี้ยงให้อาหารปลา อีกฝั่งหนึ่ง คือทางฝั่งวิหารเซียน ซึ่งจะมีปลาดุกตัวใหญ่ๆ เยอะแยะมากมาย หากจะปล่อยปลา ก็แนะนำให้ปล่อยปลาดุก ปลาตะเพียน ปลาอย่างอื่น ไม่แนะนำ เพราะไม่น่าจะรอด มีเต่ากับตะพาบด้วย โดยเฉพาะเต่า ยิ่งไม่น่าปล่อย เพราะเป็นเต่าบก ปล่อยลงน้ำ ระวังจมน้ำตาย บาปกรรมแทนที่จะได้บุญ
เปลี่ยนจากปล่อยสัตว์ เป็นให้อาหารจะสบายใจกว่า

ทำเล ที่ตั้ง

Share:

วัดบางพระวรวิหาร ศรีราชา

วัดบางพระ ตำบลบางพระ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เป็นวัดราษฎร์มหานิกาย ดั้งเดิมมาแต่โบราณอาจสร้างขึ้นในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ หรือสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ถือได้ว่าเป็นศูนย์กลางของชุมชุนบางพระ

ต่อมาเมื่อถึงสมัยรัชกาลที่ 4 เมื่อ วันที่ 4 มกราคม  พ.ศ. 2400 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินทางชลมารค พร้อมด้วยเจ้าจอมและข้าราชบริพาร โดยเรือพระที่นั่งลำใหญ่ชื่อ “โผเผ่นทะเล” และเรือกลไฟที่สร้างขั้นใหม่ในครั้งนั้นชื่อ “เรือพระที่นั่งสยามอรสุมพล” เป็นเรือลากจูง เสด็จประพาสหัวเมืองชายฝั่งทะเลฝั่งตะวันออกของอ่าวสยามไปถึงจังหวัดตราด ได้เสด็จพระราชดำเนินมาประทับยังตำบลอ่างศิลา จังหวัดชลบุรี

ซึ่งได้จัดพลับเพลาเป็นที่ประทับชั่วคราว ณ หัวแหลม ตำบลอ่างศิลา ประดับด้วยหินในทะเล ก่อเป็นท่าเรือแบบชนบท ทรงมีพระราชดำริว่า ที่ดินชายทะเลตำบลอ่างศิลานี้อากาศดี จึงโปรดเกล้าฯให้พระยาศรีสุริยวงศ์ สมุหกลาโหม มาปลูกสร้างให้เป็นตึกที่ประทับถาวรขึ้นที่หัวแหลม ตำบลอ่างศิลา สำหรับที่จะเสด็จมาประทับในโอกาสหน้า และจะไว้ให้ฝรั่งที่ป่วยเจ็บมาพักรักษาตัวเป็นการกุศลอีกด้วย ตำบลอ่างศิลาจึงเป็นสถานที่พักตากอากาศชายทะเลแห่งแรกที่นิยมกันตามฝรั่งในสมัยนั้น

สำหรับการเสด็จประพาสในครั้งนี้ ได้เสด็จไปเยี่ยมกองทหารเรือที่บางพระซึ่งสมัยนั้นกองทัพเรือตั้งอยู่ที่บางพระ ยังไม่ได้ย้ายไปสัตหีบ และทรงเยี่ยมข้าราชการที่ว่าการอำเภอบางพระ ซึ่งขณะนั้นตั้งอำเภอ ตั้งอยู่ที่บางพระ  ปัจจุบันย้ายที่ว่าการอำเภอไปอยู่ที่ศรีราชา ในระหว่างที่เสด็จพระราชดำเนินตรวจกองทหารที่ข้าราชการที่อำเภอบางพระนั้น ได้เสด็จแวะเพื่อสักการะตามพระราชอัธยาศัย ได้มีผู้กราบบังคมทูลว่า พระอุโบสถที่วัดบางพระสร้างมานานเครื่องบนและทรวดทรงต่างๆชำรุดทรุดโทรมมาก หาผู้ใดบูรณปฏิสังขรณ์ไม่ได้
ด้วยเหตุที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีน้ำพระทัยเต็มเปี่ยมในการบำรุงพระพุทธศาสนาให้เจริญยิ่งขึ้น ประกอบกับวัดนี้ตั้งอยู่ใกล้บริเวณกองทหาร และที่ว่าการอำเภอบางพระ จึงทรงพระราชดำริ เห็นเป็นการสมควรจะได้บูรณะซ่อมแซมใหม่ให้ดีขึ้น ดั้งนั้นจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยาทิพากรวงศ์มหาโกศาธิบดี (ขำ บุญนาค) แบ่งจ่ายภาษีอากรสถาปนาให้ดีขั้น เปลี่ยนเครื่องบนเสียใหม่และเสริมผนังให้สูงขึ้นไปจากเดิมอีกสองศอก ต่อมุขหลังให้ยาวออกไป กับสร้างเจดีย์สูง 5 วาขึ้นหลังพระอุโบสถอีกหนึ่งองค์

ทั้งนี้วัดบางพระได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร  ซึ่งในสมัยนั้นพระอุโบสถวัดบางพระสวยงามเป็นหนึ่งในภาคตะวันออกโดยบันทึกของพระครูวรคามคณาภรณ์  มีบันทึกของพระครูวรคามคณาภรณ์ กล่าวด้วยว่า ในปลายรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีการบูรณปฏิสังขรณ์วัดนี้อีกครั้งหนึ่งในสมัยหลวงพ่อฉิ่ง  และสมัยพระครุวรกัณฑราจารย์  (บู๊ เจริญศรี) เป็นเจ้าอาวาส โดยมีอาจารย์รูปหนึ่งในวัดเป็นผู้มีฝีมือในการก่อสร้าง การปฏิสังขรณ์ครั้งนั้นได้จัดทำกำแพงแก้วล้อมรอบพระอุโบสถจากของเดิมที่เป็นไม้ พร้อมกับเปลี่ยนช่อฟ้าใบระกา และเปลี่ยนกระเบื้องมุงหลังคาใหม่ทั้งหมด
พระอุโบสถวัดบางพระ ได้ใช้เป็นที่บรรพชา อุปสมบท และรับกฐินพระราชทานเรื่อยมา ภายหลังผู้ขอรับพระราชทานกฐินต่างมีความเห็นว่าพระอุโบสถหลังนี้เล็ก คับแคบ สภาพเก่า ชำรุดทรุดโทรมมาก ดังนั้นเมื่อคราวกฐินพระราชทาน ธนาคารไทยพาณิชย์ ซึ่งมีพลตรีหม่อมทวีวงศ์  ถวัลยศักดิ์ เป็นประธาน เห็นสมควรจะได้ประกอบการกุศลสร้างอุโบสถเสียใหม่จึงได้นำเรื่องขึ้นกราบบังคมทูลขอพระราชาทานพระราชานุญาต เมื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ก่อสร้างใหม่ได้ตามที่ขอพระราชทาน จึงมีการก่อสร้างพระอุโบสถหลังใหม่ในเดือนพฤศจิกายน พุทธศักราช 2507 ตามแบบของกรมศิลปากร เครื่องบนนั้นสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นผู้สนับสนุนเงินสร้าง

ตัวพระอุโบสถที่สร้างใหม่ กว้าง 8 เมตร ยาว 21.40 เมตร สูงจากพื้นดินถึงอกไก่ 14.50 เมตร ก่อด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก เครื่องบนประกอบด้วยไม้ตะเคียน ประตูหน้าต่างทำด้วยไม้สักทั้งแผ่นแกะสลักลวดลายและสร้างพระประธานเพิ่มขึ้น 1 องค์ ใหญ่กว่าพระประธานองค์เดิม มีกำแพงแก้ว และซุ้มเสมารอบบริเวณพระอุโบสถการก่อสร้างเสร็จเรียบร้อย เมื่อเดือนธันวาคม พุทธศักราช 2510

ต่อมาวันที่ 23 มิถุนายน พุทธศักราช 2511 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินมาทรงยกช่อฟ้าเอกพระอุโบสถ วัดบางพระ ในการนี้ทั้งสองพระองค์ทรงปลูกต้นพิกุล กับต้นจันทน์ ไว้หน้าพระอุโบสถอย่างละ 1 ต้น

ที่วัดบางพระวรวิหาร มีการประดิษฐานรูปหล่ออดีตเจ้าอาวาส 3 องค์ ซึ่งเชื่อว่าศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่เคารพบูชาของชาวบ้านในตำบลบางพระและตำบลใกล้เคียงได้แก่ หลวงปู่ฉิ่ง หลวงปู่กัง หลวงปู่บู๊  อดีตเจ้าอาวาส ซึ่งเป็นที่เคารพสักการะบูชา ของชาวบ้านในตำบลบางพระและตำบลใกล้เคียง มีตำนานเล่าขานถึงอภิหารของหลวงพ่อฉิ่งคือ”ควายธนูเสก”


มีเรื่องเล่ากันว่า นักเลงในสมัยนั้นเวลามีเรื่องทะเลาะกันจะใช้หางปลากระเบนซึ่งปลายมีเงี่ยงแหลมคมตีกัน และเมื่อเงี่ยงปลากระเบนฝังในร่างกายผู้ใดแล้ว ก็จะไม่สามารถดึงออกได้  ชาวบ้านจึงพากันมาหาหลวงพ่อฉิ่ง เพื่อใช้”ควายธนูเสก” โยงสายสินญ์แล้วบริกรรมคาถาเงี่ยงปลากระเบนที่ฝังอยู่ในร่างกาย ก็จะหลุดออกมา  และ สิ่งก่อสร้างสำคัญอีกแห่งหนึ่งคือมณฑปพระพุทธบาทบางพระ ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทจำลอง ตั้งอยู่บนเนินเขาห่างจากวัดบางพระวรวิหารไม่ไกลนัก

ผู้เฒ่าผู้แก่ เล่ากันว่า มณฑปพระพุทธบาทนี้สร้างในสมัยหลวงพ่อฉิ่ง ในปี 2438 เสร็จเรียบร้อยเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2443 เครื่องบนประกอบด้วยไม้ตะเคียน ยอดมณฑปแกะสลักลวดลาย ลงรักปิดทอง ตัวมณฑปเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส  ต่อมาได้มีการบูรณะมณฑปอีกครั้งในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

วัดบางพระวรวิหาร เป็นอีกวัดหนึ่งที่น่าสนใจและ มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวพุทธควรเข้ามาสักการะบูชาสักครั้งในชีวิต และมุมมองจากวัดบางพระวรวิหาร ซึ่งเป็นเนินเขาสูง สามารถมองเห็นวิวทางทะเลได้ถึงเกาะสีชัง และมุุมมองสวยๆ ของเมืองศรีราชา

อ้างอิงเพจวัดเขาบางพระวรวิหาร ศรีราชา

ข้อมูลเพิ่มเติม

การเดินทางไปวัดบางพระวรวิหาร ใช้ถนนสุขุมวิท  ตัววัดมองเห็นได้ไกล เพราะอยู่บนเขาพอสมควร และประตูโขงวัดติดกับถนนให้เห็นได้ง่าย ตัววัดตั้งอยู่ฝั่งตะวันตก ติดทะเล
ภายในวัด มีเสนาสนะ กุฏิวิหารมากมายหลายหลัง และแต่หลัง ล้วนสมเกียรติแก่ความเป็นวัดหรือพระอารามหลวง  มีบันไดพญานาคเดินขึ้นไปบนเขา เพื่อสักการะสิ่งปูชนียวัตถุของวัด  หรือจะเดินอ้อมตามถนน ก็ตามแต่กำลังขา ของแต่ละคน

มุมมองบนยอดเขา ซึ่งไม่ค่อยสูงมากนัก แต่ก็พอให้มองเห็นทัศนียภาพรอบเมืองศรีราชา และมองไกลออกทะเล เห็นวิวของเกาะสีชังได้

Share:

วัดคลองขุนศรี ไทรน้อย

วัดคลองขุนศรี ตำบลขุนศรี อำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี เป็นวัดตั้งอยู่ริมคลองขุนศรี ถนนเส้นหลักที่ใกล้สุดคือ ถนนสาย 346 ปทุมธานี บางเลน มีโรงเรียนอยู่ในเขตวัด
วัดคลองขุนศรี เป็นวัดที่ Admin เคยเข้ามาอาศัยอยู่ เป็นเวลาประมาณ 2 เดือน ช่วงเป็นสามเณร ก่อนจะเดินทางเข้าไปอยู่ในวัดที่กรุงเทพฯ ยุคสมัยนั้น ยังไม่มีถนนหนทางสะดวกเหมือนปัจจุบันยุคนั้น ประมาณ ปี 2530 ถนนเลียบคลองทั้งสองฝั่ง ยังเป็นดินโคลนที่ขุดลอกขึ้นมาจากคลอง เป็นถนน การเดินสัญจรไปมา เป็นการเดินไปตามริมคลอง หรือใช้เรือเป็นหลัก
เจ้าอาวาสในยุคสมัยนั้นคือ พระอธิการวิเชียร วัลลโภ หรือ พระครูสิริวชิราภรณ์ (ปัจจุบันมรณภาพแล้ว)
แต่ปัจจุบันถนนริมคลองทั้งสองฝั่ง เป็นคอนกรีต ทำให้การเดินทางไปมาได้สะดวกสบายขึ้น
ภายในวัดมีอุโบสถสองหลัง หลังเก่า และหลังไหม่ และกุฏิพระอยู่ในเขตด้านหลังอุโบสถ ลานหน้าวัดเป็นลานกว้าง เพราะใช้ร่วมกันระหว่างวัดและโรงเรียน
หน้าวัด ริมคลองน้ำ มีศาลเจ้าแม่ไทรทอง ซึ่งมีคนนำของมาเซ่นไหว้ ไม่ขาด และในวัด ศาลาเก็บต้นตะเคียนทองขนาดใหญ่

Share:

วัดสัตหีบ วัดหลวงพ่ออี๋

วัดสัตหีบ หรือที่ประชาชนทั่วไปรู้จักกันในนามวัดหลวงพ่ออี๋ แห่งเมืองสัตหีบ เป็นวัดที่อยู่ริมชายหาดสัตหีบ ติดค่ายทหารเรือ เป็นวัดที่่มีชาวพุทธ เขามาสักการะกราบไหว้ รูปปั้นหลวงพ่ออี๋ ตลอดเวลาที่เปิดทำการ มีห้องน้ำสะอาดให้บริการประชาชน
ประชาชนที่เข้ามาสักการะ ส่วนมากเป็นผู้ที่ศรัทธา ในความศักดิ์สิทธิ์ ของหลวงพ่ออี๋นั่นเอง
วัดสัตหีบ หรือ วัดหลวงปู่อี๋ ตั้งอยู่ในตัวอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ด้านหลังวัดติดทะเล สร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยหลวงพ่ออี๋ หรือพระครูวรเวทมุนี เป็นผู้สร้างวัดนี้ขึ้นตั้งอยู่เลขที่ 333 หมู่ 1 ถนนชายทะเล ตำบลสัตหีบ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี
โดยวัดถูกสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ 2442 นายขำ และ นางเอียง ทองขำโยมบิดาและโยมมารดาของหลวงปู่ฯ ได้ขอพระราชทานที่ดินว่างเปล่าเป็นป่าไม้ที่ไม่มีเจ้าของ พระองค์ฯทรงอนุญาตให้สร้างวัดได้ ด้านเหนือติดทางเกวียน ด้านใต้ติดทะเลและด้านตะวันตกติดป่า ด้านตะวันออกติดที่ดินบ้านสัตหีบ โดยในปัจจุบันวัดนี้มีเนื้อที่จำนวน 30 ไร่ 28 ตารางวา ได้รับพระราชทาน วิสุงคามสีมาอุโบสถหลังแรกเมื่อวันที่ 21 กันยายน ร.ศ. 138 พ.ศ. 2463
หลวงพ่ออี๋ พุทธสโร ท่านเป็นอดีตเจ้าอาวาสวัดสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ท่านเป็นที่พึ่งในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งตรงกับสมัยรัชกาลที่ 8 ของไทย อาจมีคนที่ยังไม่ลืมภาพอดีตนั้น ภาพของหลวงพ่ออี๋ที่ยกผ้าเหลืองโบกไปโบกมา พร้อมทั้งยืนบริกรรมพระคาถาอย่างสงบนิ่ง ลูกระเบิดที่หย่อนมาจากเครื่องบินฝ่ายสัมพันธมิตรหมายถล่มตลาดและฐานทัพเรือให้ราบเป็นจุล กลับเบี่ยงเบนปลิวไปตกในทะเลจนหมดสิ้น ไม่อาจทำลายฐานทัพเรือและชีวิตของประชาชนชาวอำเภอสัตหีบได้ นับแต่นั้นมาหลวงพ่ออี๋จึงได้รับการกล่าวนามถึงในความเข้มขลังศักดิ์สิทธิ์ ช่วยรักษาชีวิตให้รอดปลอดภัยกันถ้วนหน้า
พระครูวรเวทมุนี (หลวงพ่ออี๋ พุทธสโร) หรือปรากฏรนามที่รู้ทั่วๆไปว่า หลวงพ่ออี๋ เพราะท่านชื่อ ” อี๋ ” มาตั้งแต่แรก นามสกุล ” ทองขำ ” ท่านเกิดเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2408 ตรากับวันอาทิตย์ขึ้น 11 ค่ำ เดือน 11 ปีฉลู ตรงกับปลายรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นบุตรของนายขำ และนางเอียง ทองขำ ที่บ้านตำบลสัตหีบ กิ่งอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี
เมื่ออายุได้ 25 ปี ท่านได้อุปสมบท ณ วัดอ่างศิลานอก (ซึ่งปัจจุบันได้ยุบรวมเป็นวัดอ่างศิลาเดียววัดเดียว) โดยมี
  • พระอุปัชฌาย์ พระอุปัชฌาย์จั่น จนฺทสโร วัดเสม็ด
  • พระกรรมวาจารจารย์ พระอาจารย์ทิม
  • พระอนุสาวนาจารย์ พระอาจารย์แดง
    พระอุปัชฌาย์ได้ฉายาให้ว่า ” พุทฺธสโร “
ได้อยู่ศึกษาธรรมมะและเวทมนตร์ต่างๆกับพระอาจารย์แดงถึง 6 พรรษา กอ่นไปฝากตัวเป็นศิษย์กับ หลวงพ่อปาน วัดคลองด่าน ซึ่งช่วงนั้นมีชื่อเสียงมาก และท่านยังได้ออกธุดงควัตรไปทั่วทุกภาคของประเทศไทย เมื่อบังเกิดความกล้าแข็งทางจิต สัมฤทธิ์ในธรรมแล้ว จึงเดินทางกับมาสร้างวัดสัตหับขึ้น ใช้เวลาเพียง 5 ปีจึงสมบูรณ์ ท่านได้ใช้วิชาอาคมอันแก่กล้ามาสร้างและปลุกเสกเครื่องรางของขลังต่างๆมาแจกกับศิษยานุศิษย์
ผู้ที่ทำหน้าที่ช่วยหลวงพ่ออี๋ ลงอักขระ และสืบทอดวิชาทำปลัดขิกได้แก่ อาจารย์บรรจบ (น้องชายแท้ๆ หลวงพ่ออี๋), หลวงตาจำเนียร สุขรุ่ง วัดสัตหีบ, หลวงพ่อหงุ่น วัดสัตหีบ, อาจารย์มั่น กิโล 10 นั้นคือรายนามศิษย์ที่อาศัยอยู่ภายในอารามเดียวกับหลวงพ่ออี๋
สำหรับศิษย์ที่มาขอเรียนวิชากับท่าน และออกไปทำปลัดขิกจนมีชื่อเสียงในเวลาต่อมา คือ หลวงพ่อทองอยู่ จนฺทสาโร วัดบางเสร่คงคาราม จ.ชลบุรี (หลวงพ่อรูปนี้สามารถทดลองวิชาทำปลัดขิกแล้วนำไปทิ้งในทะเล แล้วอธิษฐานให้ลอยทวนน้ำขึ้นไปหาหลวงพ่ออี๋ พระอาจารย์ของท่านมาแล้ว สำหรับหลวงพ่อทองอยู่นั้นหลวงพ่ออี๋ท่านชื่นชมมาก) หลวงพ่อลั้ง วัดอัมพาราม จ.ชลบุรี, หลวงพ่อสัมฤทธิ์ วัดอู่ทอง จ.สุพรรณบุรี, หลวงพ่อกี๋ วัดหูช้าง จ.นนทบุรี, หลวงพ่อเปี่ยม วัดทุ่งเหียง จ.ชลบุรี, หลวงปู่ทิม วัดละหารไร่, หลวงพ่อเริ่ม วัดจุกกะเฌอ จ.ชลบุรี และรูปสุดท้ายที่ได้วิชาในช่วงท้ายของอายุของของหลวงพ่ออี๋ คือ หลวงพ่อชม วัดโป่ง จ.ชลบุรี

คำแนะนำ เพิ่มเติม
เมื่อเข้าไปในวัดสัตหีบ หรือวัดหลวงพ่ออี๋ ในบริเวณวัด มีร้านขายอาหาร และเครื่องดื่มอยู่ริมรั้ววัด และตัววัด อยู่ไม่ห่างจากชุมชน หากต้องการน้ำหรือเครืื่องอื่นๆ นอกจากที่มีขายในบริเวณวัด นักท่องเที่ยวสามารถเดินออกไปนอกรั้วทางฝั่งตะวันออ ก็เจอตลาด และขุมชน ที่มีของขาย ให้หาซื้อได้
เมื่อเข้าไปในศาลาทีป่ระดิษฐานรูปปั้นหลวงพ่ออี๋ และพระประธานประจำวิหาร มีจุดขายดอกไม้ธูปเทียน ทองให้ ทางด้านขวามือ ไม่มีการบังคับขาย หรือพูดเพื่อให้ต้องซื้อแต่ประการใด ทุกอย่างตามแต่ศรัทธาของท่าน ตามปกติ คนที่เฝ้า จะะป็นน้องๆ ทหารเรือที่มาช่วยในกิจการของวัด
ในวิหารจะมีพระพุทธรูปที่เป็นพระประธานขนาดใหญ่ และรูปปั้นของหลวงพ่ออี๋ให้สักการะ มีเซียมซีเสี่ยงทาย มีวัตถุมงคลให้เลือกเช่าบูชา ส่วนมากจะเป็นเกี่ยวกับ หลวงพ่ออี๋ และกรมหลวงชุมพร วัตถุมงคลอื่นๆ ก็มีบ้างเช่นกัน
ไหว้สักการะพระประธาน และหลวงพ่ออี๋ เสร็จแล้ว ด้านขวามือ มีสถูปสำคัญ ซึ่งเป็นจุดถวายสังฆทาน ใครอยากถวายสังฆทาน สามารถไปที่บนสถูปนั้นได้
เมื่อกลับลงมา อย่าลืมรับประพรมน้ำพระพุทธมนต์ ที่มีพระภิกษุ คอยประพรมให้ เพื่อเป็นสิริมงคลก่อนกลับ
มีเยอะตลอด คือ พ่อค้า แม่ค้าขายลอตเตอรี่ มีให้เลือกหลายแผง ทำบุญไว้พระ เสร็จแล้ว ออกมาเสี่ยงโชค เลือกซื้อเลือกหาได้ ราคาตามปกติ ทั่วไป ต่อรองกันเอาเอง
บริเวณวัด เป็นลานโล่ง สำหรับจอดรถ ไม่ค่อยมีต้นไม้ ให้หลบร่มเงา ดังนั้น เตรียมร่ม หรือหมวกไปด้วยก็ดี แม้การใส่หมวกหรือกั้นร่มในวัด ตามหลักความเชื่อโบราณเห็นเป็นเรื่องไม่เหมาะสม แต่ปัจจุบัน แดดร้อนมาก ใส่หมวก หรือกั้นร่มเดินตามลาน ไม่น่าจะเป็นเรืื่องน่าเกลียดหรือไม่สุภาพแต่ประการใด แต่หากเดินเข้าไปในศาลาที่ประดิษฐาน ก็ควรถอดหมวก หรือหุบร่มนะครับ เพื่อแสดงความเคารพต่อสถานที่และสิ่งศักดิ์สิทธิ์
หากปวดหนัก ปวดเบา ไม่ต้องห่วง เพราะมีห้องน้ำ ให้เขาได้ สองจุด และแต่จุด ก็สะอาดปลอดภัย มีรองเท้าให้เปลี่ยน มีตู้รับบริจาคอยู่ด้านหน้า เพื่อจะได้ไม่เป็นหนี้สงฆ์ หากมีใครถามว่า ตนเองไปเป็นหนี้สงฆ์ตั้งแต่เมื่อใด คำตอบก็คือ ตอนที่คุณเข้าไปขับถ่ายหนักเบานั่นแหละ เพราะใช้น้ำของวัด ช่วยบำรุงสักเล็กน้อย หรือเยอะๆ ก้ไม่เสียหายอะไร
Share:

วัดเขาบำเพ็ญบุญ วัดเขาดิน นาจอมเทียน

วัดเขาบำเพ็ญบุญ นามวัดที่ประชาชนนิยมเรียก วัดเขาดิน ถนนใกล้สุขุมวิท หมู่ ๓ ต.นาจอมเทียน อ.สัตหีบ เป็นวัดที่อยู่บนเนินเขา มองเห็นทัศนียภาพรอบทิศ มองเห็นทะเลจอมเทียน และเมืองพัทยา เป็นวัดที่น่าขึ้นไปเช็คอิน ปักหมุด อีกวัดหนึ่ง
วัดเขาบำเพ็ญบุญ เริ่มก่อสร้างและพัฒนาโดย นายบุญ นางสำเภา แกะทะเล นายทิน นางสมบุญ ทรพัย์นา อยู่บ้านเลขที่ ๘๕ ตำบลนาจอมเทียน อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี เป็นผู้มอบที่ดินถวายสร้างวัด จำนวน ๓ ไ-ร่ ๑ งาน ๙๐ วา ได้รับอนุญาตให้สร้างวัด เมื่อพ.ศ.๒๔๙๗
ได้รับอนุญาตให้ตั้งวัด เมื่อวันที่ ๑๐ มีนาคม ๒๕๑๒ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๑๔ เนื้อที่ที่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา กว้าง ๔๐ เมตร ยาว ๖๐ เมตร ปัจจุบันวัดนี้มีัเนื้อที่ตั้งวัดทั้งหมด ๖ ไร่ ๒ งาน ๑๐ วา มีที่ธรณีสงฆ์ ๖ ไร่ ๒ งาน ๑๐ วา เป็นที่ดินมีโฉนด มีเสนาสนะสิ่งปลูกสร้างที่มีอยู่แล้ว และยังใช้การได้ คือ อุโบสถ ศาลาการเปรียญ กุฎิ และเมรุ
คำแนะนำเพิ่มเติม
วัดเขาบำเพ็ญบุญ หรือวัดเขาดิน เป็นวัดที่มีสองระดับ คือศาลากุฏิพระสงฆ์ จะอยู่ด้านล่าง ส่วนศาลาปฏิบัติธรรมในเทศกาลสำคัญ จะอยู่ด้านบนเขา หากจะขึ้นไปด้วยรถยนต์ ต้องเป็นรถทีมีความแรงปกติ ให้ดูสภาพรถด้วย
บนเขา มีลานสำหรับจอดรถ และมีพระพุทธรูปองค์ใหญ่ให้ไหว้สักการะ บริเวณวัด ไม่ค่อยมีผู้คน แม้แต่พระสงฆ์เอง ก็ไม่ค่อยมี Admin ไปเยือนวัดนี้ สองสามครั้ง แต่ไม่มีโอกาสได้เจอพระภิกษุเลย
ด้านบนศาลาปฏิบัติธรรม มีลาน มีต้นไม้ และใบไม้ร่วง หากใครอยากทำบุญเสดาะเคราะห์ ทำบุญด้วยการกวาดวัด กวาดวิหาร สามารถไปที่วัดนี้ได้เลย มีให้กวาดแน่ๆ เพราะใบ้ไม้ร่วงทุกวัน
บนเขา มีมุมมองแบบเกือบ 360 องศา ที่สามารถมองไปยังฝั่งตะวันตก ซึ่งมีทะเลหาดจอมเทียน หรือมองไปยังฝั่งตะวันออก จะเห็นทิวเขาเขียว มองไปด้านทิศเหนือ จะเห็นวิวของเมืองพัทยา และสวนนงนุช
วัดแห่งนี้ไม่ค่อยมีผู้คน ดังนั้น จึงไม่มีร้านขายของ หรือขายสินค้าอะไร ไม่มีร้านขายน้ำดื่ม ถ้าเข้าไป ก็คือไปไหว้พระ กวาดลานวัดอย่างเดียว มีห้องน้ำให้เข้า อยู่ที่ลานข้างศาลา หอระฆัง แต่น้ำจะไหลตลอดเวลาหรือไม่ ไม่กล้ารับรอง
แต่หากจะทำบุญสังฆทาน ก็ต้องทำกับพระภิกษุที่อยู่ที่ศาลาด้านล่าง

Share:

Popular Posts

Blog Archive

Tags

Popular Posts

คลังบทความของบล็อก

Recent Posts

Pages

About Wat Thai

วัดไทย น่าเที่ยว วัดคือสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมของไทย ที่บ่งบอกถึงรากเหง้าความเป็นมาของไทย